ทุกบทความในบล็อกนี้ ถึงแม้ว่าผมตั้งใจจะเผยแพร่ แต่ผมไม่อยากให้ใครก็ได้คัดลอกไปยังเว็บอื่น โดยไม่ให้เครดิต ใครอยากคัดลอกไปเผยแพร่ต่อ กรุณาแจ้งผมก่อนด้วยนะครับ
Thursday, April 09, 2009
Monday, March 02, 2009
20090302 Kaoshuing (Taiwan) Day 1
Today is very cloudy. I go to the Lotus pond, where is very famous for visitors. There are a lot of Chinese-styled temples around there. I mean to visit the Dragon Tiger Pagodas. There are 2 pagodas with the dragon and tiger in front of them. We can walk through the dragon and tiger for going up the pagodas. After that, I go to Luihe shopping area. There are a lot of shops. But I am interested in Basketball shoes shops. There are a lot of models of shoes, that you can't find in Thailand. hehehe.
Friday, January 30, 2009
Thursday, January 08, 2009
Tuesday, December 23, 2008
Friday, November 07, 2008
20080719 The last day in Brisbane
Today is very good day to show you the photo that I took in Australia. That day is the last day that I lived in Brisbane. Wells, Jamie took me to Mt. Cootha, the zoo and the Gold Coast.
Mt. Cootha, we have been before at night. It's very beautiful to see around Brisbane. After that, Jamie took me to see the australian animals, such as kangkaroos, Koala bears ,etc. And then we had dinner at Hard rock cafe in Gold Coast. That 's all my trip.
Thank you very much for Jamie to show me around Brisbane and AusCERT for being host for me.
Thursday, September 11, 2008
Basketball Match
| Start: | Sep 25, '08 6:00p |
| End: | Sep 25, '08 10:00p |
| Location: | Not specific yet |
Face to Face English test
| Start: | Sep 12, '08 1:00p |
| End: | Sep 12, '08 2:00p |
| Location: | Auditorium NSTDA |
Experiences Sharing from RSA Conference 2008
จากที่ได้ไปงานสัมนาที่ SW park เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เรื่อง Experiences Sharing from RSA Conference 2008 งานนี้ผู้พูดหลักได้แก่ ดร.กิตติ โฆษะวิสุทธิ์ VP ของธนาคารกรุงเทพ และหลังเบรคเป็นเสวนา ซึ่งมีดร.กิตติ ดร.ปริญญา คุณเทอดศักดิ์ (ผอ.ด้านไอทีของการเคหะ) และมี chair ชื่อคุณพรศักดิ์
พูดถึงเรืองเนื้อหาส่วนของดร.กิตติพูดก่อนแล้วกัน อ.กิตติพูดถึงเนื้อหาส่วนใหญ่ของงานสัมนาที่จัดขึ้นในซานฟรานซิสโก ชื่อ RSA และมีหลายเซสชั่นและมีการจัดกิจกรรมอื่นๆด้วยเป็นต้นว่า Cryptographer Panel, Exposition ,Security smackdown รวมทั้งจัดงานนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีทาง security อีกด้วย ในงานสัมนาในครั้งนี้มีธีมของงานคือ อลัน ทัวริ่ง (Alan Turing)
เริ่มต้นของเนื้อหานั้นเน้นที่การป้องกันรักษาความปลอดภัยในปัจจุบันนั้นต้องป้องกันใน information เนื่องจากการโจมตีนั้นเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากโจมตีที่ infrastructure แล้ว และข้อมูลส่วนใหญ่อยู่บนอุปกรณ์ไร้สาย Mobile
- Thinking Security เป็นเหมือนประเด็นหลักที่อ.ได้บรรยายถึง แต่ก็เป็นเรื่องที่พวกเรารู้กันอยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าผู้ฟังคนอื่นจะเข้าใจหรือไม่ กล่าวคือ อ.ชี้ให้เห็นว่าจริงๆแล้ว Security มันไม่ใช่ Technology มันไม่ใช่พวกไฟร์วอลล์ IDS IPS ต่างๆ แต่หากเป็นเพียงส่วนนึงเท่านั้น แต่ที่สำคัญอยู่ที่ บุคคลากรและกระบวนการมากกว่า เพราะฉะนั้น security จะเกิดได้ก็ต้องเกิดจากความเชื่อมั่นใน Process และ People ไม่ใช่เชื่อมันใน Technology ถ้าหากเชื่อมั่นใน Technology จะทำให้เกิดช่องว่างทางความรู้หรือ Knowledge gap ดังนั้นการ Thinking Security คือการมุ่งเน้นคิดป้องกันหรือเตรียมตัวป้องกัน หรือทำให้เกิดความปลอดภัย เช่นการทำ Risk management เป็นต้น
- Security & Privacy สองคำนี้ในบางมุมก็มีความหมายไปในทิศทางเดียวกัน คือ ถ้ามี privacy ก็จะมี Security ด้วย เช่นการรักษาข้อมูลส่วนตัวของเรา ก็จัดได้ว่าเป็น Security แต่ผมว่าลองมองกลับกัน ถ้าหากต้องการมี Security ก็อาจจะต้องเสียความเป็น privacy ไปด้วย เช่นในกรณีของ 911 การที่อเมริกาเก็บข้อมูลการสนทนาทางโทรศัพท์ของคนทั้งประเทศจัดได้ว่าเป็นการละเมิด privacy แต่ก็จัดได้ว่าเพื่อเป็นการใช้ตรวจสอบความปลอดภัย จำต้องทำดังกล่าว หรือการเก็บล็อกก็เช่นเดียวกัน และในเรื่องนี้เองจะไปโยงกับ Identity Management การบริหารจัดการการระบุตัวตน ซึ่งก็อาจจะใช้การระบุอยู่ 2 แบบ คือ Personal, Situation หรือ Role เป็นการระบุตัวตนโดยขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้นทำอะไร ใช้นามใครในการออกตัว เช่นถ้าเราไปขายของ ก็จะใช้นามของบริษัท โดยที่บางครั้งเป็นตัวแทน และไม่ได้บอกว่าตัวเองชื่ออะไร เป็นต้น นอกจากนี้การระบุตัวตนแบบนี้เป็นการเลือกใช้การระบุตัวตนตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ เวลานั้น
- IDS & IPS ก็แค่กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้
- Ajax Technology เป็นการกล่าวถึงเว็บแอพพลิเคชั่นยุคต่อไปที่ต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับ Security เป็นอาจมีแนวโน้มนั่นเอง
จากนั้นเป็นงานเสวนา ซึ่งเริ่มด้วย อ.ปริญญา แนะนำแนวโน้มเทคโนโลยีที่กล่าวถึงในปีก่อนและปีนี้เที่ยบกัน โดยอ.ปริญญานั้นเน้นโฆษณางานสัมนาของตัวเองที่จะจัดปลายปี CIDIC และแฟนพันธุ์แท้มากันตรึม ในปีนี้เทคโนโลยีที่น่าสนใจที่อ.ปริญญาได้กล่าวไว้ คือ
1.GRC = การรวมของ Governace Risk และ Compliance
2.การป้องกันเว็บแอพต่างๆ เช่นป้องกันที่โค้ด หรือ Web App firewall
3.SIEM
4.Google Like เป็นการนำเอาความสามารถของกูเกิลมาในค้นหาเอกสารภายในออฟฟิศ ซึ่งกูเกิลมาขาย box ที่เหมือนเซิร์ฟเวอร์
5.Vulner. Watching Service
6.University and Government Agency Involement
7.PKI
8.Patch + Vulner scanning + Desktop management
9.การทำ Data Privacy เช่นพวก DLP (Data Loss Protection), DRM (Digital Right Management) เป็นต้น การทำ Wireless IPS
10.Web scanner
นอกจากนี้ยังพูดเน้นให้เห็นถึงเป้าหมายทางธุรกิจกับไอทีมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และ BS25999 ที่มาใหม่และเน้นที่ BCM (Business Continuity Management)
หมายเหตุ ในการไปสัมนาในครั้งนี้ ทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคิดว่า Security คือ Technology อยู่ เนื่องจากการอธิบายความสัมพันธ์ของอ.กิตติในตอนแรกนั้น มีเพียงส่วนเล็กๆที่เข้าใจ และคนส่วนใหญ่จะเงียบเหมือนเวลาอ.ที่มหาวิทยาลัยสอนแล้วเราเรียนไม่รู้เรื่อง และพวกเขาอาจจะผิดหวังเพราะเจอเนื้อหาที่ยากเช่นนี้ก็เป็นได้
Wednesday, July 30, 2008
20080717 Brisbane 2
Jamie and Eric took me to the mt. Coot-tha and Kangaroo cliff pt. at night. It's very beautiful. And we had hot chocolate and a big piece of cake as well. :)
Then I went to the South bank again on 18 July at day time.
The next album, I will show you about last album that has many pictures from zoo and the Gold-Coast.
20080714 Brisbane 1
My first trip to Australia was very nice. Jamie who works for AusCERT and my best friend took me visiting around Brisbane.
In this album, I visited UQ (University of Queenlands, which AusCERT is situate) and then I went to the South Bank in the evening.
Saturday, July 12, 2008
กลอนประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2551
ถึงฝั่งฝันวันนี้ที่คอยท่า
มุ่งอุตส่าห์พากเพียรเรียนหนังสือ
ได้ปริญญามาอยูู่ในกำมือ
อย่าหยุดยื้อความฝันพลันก้าวไป
ส่งให้อ.แล้วอ.ไม่ได้แก้ให้แต่อย่างไรอ.ก็ส่งกลอนมาให้
เรียนวิชาว่าไปไม่เหนื่อยหนัก แต่เรียนรักยากกว่าน่าหวั่นนไหว
กว่าจะรู้ผู้หญิงยิ่งข้องใจ
รักแบบใดไม่อยากคิดให้จิตตรม
Thursday, July 10, 2008
กลอนประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2551
กลอนของอ.ผมนะ ที่ท่านส่งมายั่ว
น่าเศร้าใจกลอนไหนหาไม่พบ
เป็นจุดจบของกวีที่มุ่งหวัง จะแต่งกลอนทุกวันน่าขันจัง จุดหมายยังห่างไกลถ้าไม่เพียร
สงสารชายวัยฉกรรจ์ฝันไม่ออก
หรือช้ำชอกถึงดวงจิตเลิกขีดเขียน หากโด๊ปยาก็กลัวว่าใจวิงเวียน กลับไปเรียนรักใหม่ดีไหมโน้ต
======================
ผมเลยล่อคืนบ้าง
ฤๅกวีที่หวังพังสิ้นแล้ว
ความแน่แน่วแค่ไหนไม่เหลือหลอ
อาจต้องรอสักวันจึงดีพอ
อย่างไรก็อย่าอู้สู้ต่อไป
บทนี้อ.แก้ 2 ท่อนสุดท้าย
อาจจะมีสักวันหนึ่งซึ่งดีพอ อย่าพึ่งท้องอมือเท้าก้าวต่อไป
บทที่ 2 ที่ผมแต่งอย่างเร็ว
อาจไม่รู้ขอเพียงแต่แค่ใจสู้
ตั้งใจดูเรียนรู้เร่งขีดเขียน
อ่านหนังสือสร้างสมองอย่างหมั่นเพียร
เพื่อจุดเทียนในหัวตัวเราเอย
แต่อ.แก้เป็น
แม้ไม่รู้ขอเพียงแต่แค่ใจสู้ ศิษย์มีครูกูไม่เกรงเร่งอ่านเขียน เปิดตำราลับสมองตรองพากเพียร แล้วจุดเทียนส่องใจไม่ยอมกลัว
สรุปผลการแต่งกลอนในวันนี้ ผมยอมแพ้แต่โดยดี พรุ่งนี้เอาใหม่ เหอๆๆ
Wednesday, July 09, 2008
การแข่งขันความจำชิงแชมป์ประเทศไทย
ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนที่มีความจำสั้นมาก ขนาดไปทานข้าวเอากระเป๋าไปด้วย ยังต้องสะพายไว้เลย เพราะลืมเป็นประจำ แต่การพบกับอ.บุญเกิด ธรรมวาสี ผู้แต่งหนังสือเรื่อง วิธีจำประทับใจ ผมก็ได้ยึดให้ท่านได้เป็นโค้ชเลย ผมต้องฝึกฝนพอสมควร และเปลี่ยนกระบวนการคิด กระบวนการจำ จนพร้อมที่จะเข้าแข่งขันในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าตอนนี้ผมยังไม่เก่งมากนัก แต่ผมก็พยายามปูพื้นฐานกระบวนการจำของผมมาระยะนึงแล้ว และพร้อมจะเดินหน้าต่อไป เพื่อเอาแชมป์มาให้ได้
Thailand Open Memory Championships หรือ TOMC เป็นการแข่งขันความจำชิงแชมป์ประเทศไทย เป็นกีฬาทางด้านสมองสักหน่อย ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีแรก ในวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา ณ ม.หอการค้าไทย โดยใช้กติกาเช่นเดียวกับ World Memory Championships หรือการแข่งขันความจำชิงแชมป์โลก กติการค่อนข้างหินพอดูเลยครับ การแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองรุ่น คือรุ่นเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้โจทย์เพียงแค่ 6 หมวดในการแข่งขัน และรุ่นทั่วไป อายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป (ไม่ได้เกี่ยวกับดาวน์โหลดหนังโป๊นะครับ) ใช้ 10 หมวดการแข่งขันดังนี้
1. คำเร็วแบบสุ่ม ให้คำมาซึ่งเป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรม ผู้เข้าแข่งจะต้องตอบเรียงตามลำดับที่โจทย์กำหนด
2. เลขฐานสอง ให้จำเลขฐานสอง 0 1 แถวละ 30 ตัว จำนวน 25 แถว
3. จำชื่อและหน้า เหมือนเกมส์ทศกัณฑ์ จำหน้าและชื่อคนต่างๆ
4. จำเลข 15นาที ให้เวลา 15 นาทีในการจำเลขแถวละ 40 ตัว 25 แถวเช่นกัน
5. จำปี โจทย์กำหนดปีพ.ศ. และเหตุการณ์แปลกๆให้ แล้วให้ตอบ
6. จำไพ่เร็ว ให้เวลา 5 นาทีจำไพ่ เรียงลำดับว่าได้กี่ใบ
7. จำภาพนามธรรม ในเวลา 15 นาที ให้จำรูปภาพที่ดูไม่ค่อยออกว่าเป็นรูปอะไร และตอบว่าภาพในเป็นภาพที่ 1
8. จำเลขเร็ว เวลา 5 นาที จำเลขได้เท่าไหร่
9. อ่านออกเสียงตัวเลข อ่านตัวเลขเป็นภาษาอังกฤษ เว้นระยะห่าง 1 เลข ต่อ 1 วินาที จนครบ 100 และ 200 ตัว และตอบ
10. จำไพ่ 10 นาที เวลา 10 นาที จำไพ่ได้เท่าไหร่
กติกาและรายละเอียดเพิ่มเติมไปดูได้ที่เว็บ http://www.jumkeng.in.th
ผลการแข่งขันออกมาแล้ว คือผมได้รองแชมป์ แพ้กันไม่กี่แต้ม แต่น่าเสียดาย ผมรู้แล้วครับ ว่าผมยังขาดอะไรบ้าง ผมยังคงต้องฝึกซ้อมต่อไป แผนการฝึกซ้อมของผมที่ได้วางแผนไว้มีดังนี้
1. แต่งกลอนทุกวัน อย่างน้อยวันละบทถึง 2 บท
2. ฝึกใช้ระบบหัวหมุดให้คล่อง และเพิ่มเขี้ยวเล็บในการฝึกระบบการเดินทางด้วย
3. จำหมายเลขโทรศัพท์ที่อยู่ในเครื่องผมให้ครบ และสามารถดึงกลับให้คล่องขึ้น
4. สำคัญมาก ในการฝึกสมาธิ
เท่านี้ก่อน หลังจากฝึกจนชินแล้วค่อยเพิ่มความยากต่อไป
หมายเหตุ ดูภาพบรรยากาศในการแข่งขันได้ที่ http://www.flickr.com/photos/thongchai_rojkangsadan
เริ่มต้นด้วยของวันนี้เลยครับ กลอนยิ้มๆ
วันนี้ตั้งใจแต่งกลอนที่บอกความหมายของการยิ้มแต่ละแบบครับ
พูดถึงยิ้มมีมากมายอยู่หลายหลาก
ยิ้มเม้มปากยั่วยวนชวนหลงใหล
ยิ้มกว้างๆเขาบอกชอบเปิดใจ
มองโลกใสคือชอบยิ้มหยีตา
แปรปรวนบ่อยไม่เต็มใจใช้มุมปาก
เข้าใจยากยิ้มเม้มปากเป็นนิสัย
ยิ้มเยือกเย็นเด่นดีมีน้ำใจ
ยิ้มอย่างไรยิ้มไว้เถิดเกิดผลดี
Wednesday, July 02, 2008
เขากับขา
เมื่อหลายปีก่อนผมมีโอกาสได้ไปวันสวนโมกข์ จังหวัดสุราษธานี ผมชอบวัดแห่งนี้มาก โดยเฉพาะมีหอที่รวมภาพเขียนเกี่ยวกับธรรมะบนฝาผนัง ผมไม่แน่ใจว่าชื่อหออะไร แต่ผมจะขอเรียกว่าหอดวงตาแห่งธรรมแล้วกันนะครับ เอิ๊กๆ ตอนที่ผมไปนั้น มีพระสงฆ์รูปหนึ่ง ท่านอธิบายภาพต่างๆให้ฟัง บ้างภาพก็ฟังเข้าใจง่าย แต่บางภาพก็ยากจะทำให้สมองอันน้อยนิดของผมเข้าใจได้ เหอๆ แต่ที่ผมประทับใจเรื่องนึง คือเรื่อง เขาและขา
เรื่องมีอยู่ว่า ....
ลูกกวางตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าลึกแห่งหนึ่ง ต่อมาไม่นานกวางตัวนี้ได้เติบใหญ่ และมีเขาที่สวยงามงอกจากศรีษะของมัน มันภูมิใจ รักและหวงแหนเขาของมันมาก อยู่มาวันหนึ่งนายพรานผู้หนึ่งออกล่าสัตว์ตามปกติ ได้ผ่านมาพบกับกวางตัวนี้เข้า นายพรานจึงต้องการที่จะล่ากวางตัวนี้ จึงได้วางกับดักไว้ตามพื้นของป่า จากนั้นจึงออกล่ากวางดังกล่าว เจ้ากวางน้อยรู้ซึ้งถึงพยันต์อันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้า ทันใดนั้นเองเสียงปืนของนายพรานดังขึ้น "ปัง" แต่ทว่ากระสุนนั้นเกือบจบชีวิตกวางได้ อย่างไรก็ตามมันก็ทำให้รู้ว่าเจ้ากวางจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องวิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด มันวิ่งหนีนายพรานอย่างไม่คิดชีวิต อย่างไม่ลดละ แต่ทว่าเจ้ากวางวิ่งหนีมาเจอทางแยกจนได้ ทางที่หนึ่งเป็นทางที่มีเถาวัลย์ กิ่งไม้น้อยใหญ่ยื่นออกมา ซึ่งถ้ามันวิ่งไปทางนี้เขาของมันที่สวยงามก็จะต้องเสียหายอย่างแน่นอน แต่อีกทางเป็นทางที่มันเองรู้ดีว่านายพรานได้วางกับดักไว้หมดแล้ว อีกครั้นถ้าหากวิ่งกลับหลัง ก็คงจะถูกนายพรานยิงเสียแน่แท้
กวางตัวนี้จะเลือกทางไหนดี และถ้าเราเป็นกวางเราจะเลือกทางไหนดี
กวางตัวนี้เลือกที่จะไปทางที่มีเถาวัลย์ และกิ่งไม้มากมายโดยไม่สนใจเขาของมัน แน่นอนครับ มันเป็นทางเดียวที่จำให้มันอยู่รอดได้ต่อไป
จากนิทานเรื่องนี้ พระท่านต้องการจะสื่อว่า กวางทุกตัวเกิดมามีขา ขามีประโยชน์ต่อเรามาก ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิด แต่เขาสิ เพิ่งมาอยู่กับเราเมื่อเราโตแล้ว ถ้าหากขาดขาไป เราก็เดินไม่ได้ เราก็จะโตจนมีเขาไม่ได้ ซึ่งก็เปรียบเหมือนบิดามารดา ญาติพี่น้องต่างๆ ถ้าไม่มีเขาแล้วเราก็อาจจะไม่โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเหมือนในวันนี้ แต่เขาหน่ะเปรียบเหมือนแฟน ที่แต่ก่อนเราไม่มีเขาก็ยังอยู่ได้ แต่พอวันนึงที่ต้องเสียเขาไป ทำไมเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้หล่ะ ถ้าจะให้เลือกเสียเขาหรือขา เราคิดว่าควรจะเลือกเสียอะไรดีครับ