Friday, March 13, 2015

บทวิเคราะห์ฟิชชิ่ง kasikorn.ru

*****หมายเหตุ เว็บไซต์ดังกล่าวยังเปิดให้บริการอยู่ ห้ามผู้อ่านทุกท่านเข้าเว็บที่ผมแสดงไว้ในบทความนี้ ถ้าหากใครเข้าเว็บไซต์เหล่านี้ ผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะกรณีใดๆทั้งสิ้น*****

ผู้วิเคราะห์ กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล

วันนี้ผมเห็นน้องในกลุ่ม 2600 โพสท์รูปว่าไปค้นหาคำว่า K-Cyber ในกูเกิล พบว่ามีโฆษณาให้เข้าเว็บเพื่อทำธุรกรรมออนไลน์ของธนาคาร แต่เอ๊ะ!! ทำไม URL จึงเป็น kasikorn.ru (ดังรูปที่ 1) ผมได้ขออนุญาตน้อง Non Baphomet ในการนำรูปนี้มาแชร์นะครับ


รูปที่ 1 แสดงหน้าเว็บกูเกิลที่ฟิชชิ่งนั้นมาโฆษณา

ความคันบังเกิดครับ ผมเลยไม่ยอมหลับยอมนอนกันเลยทีเดียว บรรยายพรุ่งนี้เช้าเอาไว้ก่อน ขอแงะเว็บนี้หน่อย เริ่มต้นจากดูว่าเว็บนี้มีโดเมนว่า http://login.kasikorn.ru/K-Online/login.jsp (ห้ามเข้าโดยเด็ดขาดนะครับ) หน้าตาเว็บเป็นดังรูปที่ 2

รูปที่ 2 แสดงหน้าเว็บฟิชชิ่ง

จุดสังเกตว่าเว็บนี้เป็นเว็บฟิชชิ่งหรือไม่
  1. เว็บนี้มีโดเมน .ru (รัสเซีย) แน่นอนครับว่าธนาคารกสิกรไทยคงไม่ไปเปิดเว็บไว้ที่รัสเซียแน่นอน (มโนเอง)
  2. เว็บธุรกรรมธนาคารส่วนใหญ่ต้องใช้ https แต่เว็บนี้ไม่มี
  3. ลิ้งค์ต่างๆ ของเว็บนี้ชี้ไปที่เว็บฟิชชิ่งนี้เว็บเดียว แต่พอหลังจากล็อกอินแล้วจะ redirect ไปหน้าธนาคารจริงๆ

เมื่อมั่นใจแล้วว่าเว็บนี้เป็นเว็บฟิชชิ่งแน่นอนแล้ว ต่อไปเราจะมาหาดูว่าเว็บนี้อยู่ที่ใด ซึ่งจากการทดสอบพบว่าเว็บฟิชชิ่งนี้มีหมายเลขไอพี 91.224.160.79 แต่ไม่สามารทำ rDNS ได้ จากรูปที่ 3 ดังนั้นสรุปได้ว่าน่าจะเป็นเว็บโฮสติ้ง 

รูปที่ 3 แสดงการแปลงชื่อเว็บเป็นหมายเลขไอพี

จากนั้นลองเอาไปถามในเว็บ netcraft พบว่าถึงแม้ว่าโดเมนจะถูกจดในประเทศรัสเซีย แต่โฮสติ้งอยู่ที่บริษัท Bergdorf Group Ltd. ในประเทศเนเธอร์แลนด์ แถมเว็บนี้ติดตั้งในระบบปฏิบัติการลินุกซ์ พร้อมกับใช้ nginx เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ ดังรูปที่ 4
รูปที่ 4 แสดงผลการค้นหาข้อมูลเว็บฟิชชิ่งจาก netcraft


ลองตรวจสอบเพิ่มอีกว่าหมายเลขไอพีนี้เป็นของบริษัท Bergdorf Group Ltd. จริงๆ โดยใช้คำสั่ง whois ดังรูปที่ 5

รูปที่ 5 แสดงผลที่ได้จากการข้อดูข้อมูลเจ้าของหมายเลขไอพี

วิธีการแก้ไขและป้องกัน
  1. ถ้าหากว่าได้กรอกข้อมูลส่วนตัวของเราลงในเว็บฟิชชิ่ง ให้ดำเนินการติดต่อธนาคารเพื่อขอเปลี่ยนรหัสผ่าน 
  2. ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส พร้อมอัพเดต แล้วสแกนองค์กรตลอดเวลา
  3. สังเกตชื่อเว็บไซต์และบริบทแวดล้อม ว่าพิมพ์ถูกต้องไหม หรือมี HTTPS หรือไม่
  4. ถ้าหากต้องการเข้าเว็บไซต์ของธนาคาร ควรพิมพ์ชื่อเว็บของธนาคารที่แสดงอยู่หลังบัตรด้วยตนเองทุกครั้ง
  5. ติตตั้งแอพพลิเคชั่น ส่วนขยาย หรือแม้กระทั่งโปรแกรมต่างๆ ที่จะช่วยเตือนภัยให้เขาได้ (อ่านเพิ่มที่ http://foh9.blogspot.com/2013/05/web-browser-security-2-chrome.html








Tuesday, September 30, 2014

เดินทาง (อีกแล้ว)

วันนี้จะต้องเดินทางไปทำธุระที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ 4 วัน เพื่อไปร่วมงาน ASEAN-Japan Cyber Security Workshop งานนี้ต้องขึ้นพูดด้วยเช่นเคย

ทริปนี้เป็นทริปที่ 3 ของปีงบประมาณนี้แล้ว เหนื่อยแต่ก็หยุดออกเดินทางไม่ได้ สไลด์ที่ยังเตรียมไม่เสร็จ ประกอบกับการที่ไม่ค่อยได้นอน ทำให้ร่างกายแอบทรมานเล็กๆ หวังว่าทุกอย่างน่าจะผ่านได้ด้วยดีนะครับ

ทริปนี้มีความพิเศษเล็กๆคือได้ไปนั่งรอในเล้าจ์ของการบินไทย หลังจากที่เข้ามาได้แล้ว ผมประทับใจกับเครื่อง kios แจกรหัสไวไฟ โดยการสแกนบาร์โค้ดของ boarding pass แล้วเครื่องก็จะพิมพ์รหัสให้เลย

พอเข้ามาด้านใน พบว่าคนเยอะไปหน่อย หาที่นั่งยาก แต่อย่างไรก็ตามของกินเพียบเลย ฟินเบยยยยยยยย

Monday, February 10, 2014

ความทรงจำที่หายไป (My Lost memory)

ขอพักการเขียนเรื่อง Security ไว้สักตอนนะครับ

"โน้ตตตตตต"​ เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังลอยมาขณะที่ผมได้เดินผ่านกลุ่มรุ่นพี่ศิษย์เก่า เมื่องานเลี้ยงศิษย์เก่าวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น 50 ปี ผมเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงไปเห็นผู้หญิงคนนั้นยิ้มและโบกมือให้ ในแว้บแรกนั้น ผมคิดในใจว่าภาพนี้ผมเคยเห็นที่ไหน รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความใจดี ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขยังไงบอกไม่ถูก และท่าทางโบกมือธรรมดาๆ แต่ผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นภาพนี้ที่ไหน ผมก็ได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจคนเดียว

ต่อมาไม่นาน (ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง) เมื่อสัญญาณของผู้จัดงานให้ผู้เข้าร่วมงานเดินเข้าไปในงานได้ ผมก็เดินเข้าไปพร้อมกับเพื่อนๆในรุ่นของผม ก็คุยกันเรื่อยเปื่อยตามประสาคนไม่ได้เจอกันมานาน พอผมเข้ามาข้างในอาคาร ผู้หญิงคนนี้ก็เดินมาข้างๆ แล้วพูดว่า "โน้ตๆๆ นี่พี่โอเอง จำได้มั้ย" ​ณ เวลานั้นความรู้สึกของผมเหมือนปมเชือกแห่งความสงสัยว่าผมเห็นภาพผู้หญิงยิ้มอย่างใจดีแล้วโบกมือให้นั้นผมเคยเห็นที่ไหนได้คลายออกทันที แถมยังรู้คำตอบว่าทำไมความรู้สึกที่มีความสุขของผมมาจากไหน แท้จริงแล้วมันคือความรู้สึกลึกๆที่ผมเคยรู้สึกเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่หลังจากที่พี่โอเรียนจบเราก็ไม่เคยเจอหรือได้ยินข่าวกันอีกเลย ทำให้ความทรงจำส่วนนั้นของผมได้หายไป

พี่โอเป็นรุ่นพี่ของผมตั้งแต่สมัยมัธยมยาวถึงมหาวิทยาลัยด้วย ภาพที่ผมจำได้คือพี่โอเป็นคนที่เรียนเก่ง น่ารัก เสน่ห์ของพี่เขาอยู่ที่ความเป็นกันเอง ยิ้มให้ผมทุกครั้งที่เจอกัน ผมจำไม่ได้ว่าเราสนิทกันตอนไหน แต่รู้ว่าเราคุยกันบ่อยๆ ฮ่าๆๆ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าเพียงรอยยิ้มและท่าโบกมือธรรมดาของรุ่นพี่คนนี้จะทำให้ความทรงจำที่หายไปของผมกลับคืนมา

Monday, July 08, 2013

วิธีการเปิดโหมดห้ามติดตามในเว็บเบราเซอร์ (Do not track)

บทความเรื่อง วิธีการเปิดโหมดห้ามติดตามในเว็บเบราเซอร์ (Do not track)
ผู้เขียน กิติศักดิ์ จิรวรรณกู
เรียบเรียงวันที่ 8 กรกฎาคม 2556

ทราบกันหรือไม่ว่า ในปัจจุบันพฤติกรรมการท่องอินเทอร์เน็ตของเรานั้นถูกจับตาดูอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทุกเว็บที่เราเข้า ทุกหน้าที่เราอ่าน หรือทุกลิ้งค์ที่เราคลิ้ก ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ถูกเก็บข้อมูลไปแล้วทั้งสิ้น เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจโฆษณา ด้วยการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของเราได้มายิ่งขึ้น หากมองในแง่ดีเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทำให้บริษัทนั้นโฆษณาได้ตรงกับความต้องการของเรา และเราก็จะได้เลือกซื้อของเฉพาะที่เราสนใจก็ได้ แต่หากมองในมุมกลับกันในแง่ร้ายนั่นก็คือ "เราถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว" อยู่นั่นเอง

ห้ามติดตาม (Do not track) เป็นการปิดบังข้อมูลส่วนตัวเพื่อไม่ให้มีการส่งข้อมูลจากเว็บเบราเซอร์ ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะแนะนำวิธีการเปิดโหมด"ห้ามติดตาม"บนเว็บเบราเซอร์ต่างๆ ทั้ง Internet Explorer (IE), Firefox, และ Chrome

Internet Explorer 10 (IE)

  1. กดปุ่มรูปฟันเฟือง ที่มุมบนขาวมือของเว็บเบราเซอร์ จากนั้นเลือก Safety แล้วเลือก Tracking Protection ดังภาพที่ 1
  2. จากข้อที่ 1 จะได้ไดอะล็อก Manage Add-ons ให้เลือก Tracking Protection ที่เมนูด้านซ้ายมือ จากนั้นกดปุ่ม Enable ดังรูปที่ 2
  3. จากเปิดโหมดห้ามติดตามสำเร็จ สถานะในไดอะล็อกจะแสดงเป็น Enable ดังรูปที่ 3
รูปที่ 1 แสดงการเข้าหน้าปรับแต่งค่าของ IE 10

รูปที่ 2 แสดงการกดปุ่มเพื่อเปิดใช้งานโหมดห้ามติดตาม

รูปที่ 3 แสดงผลการเปิดโหมดห้ามติดตาม

Firefox

  1. กดปุ่ม Firefox ด้านบนซ้ายมือของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ Firefox จากนั้นเลือก Options แล้วเลือก Options ดังรูปที่ 4
  2. จากข้อที่ 1 จะปรากฏไดอะล็อก Options ให้เลือกแถบ Privacy และในส่วน Tracking ให้คลิ้กเลือก Tell sites that I do not want to be tracked. ดังรูปที่ 5 แล้วกด OK เพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเปิดโหมดห้ามติดตาม

รูปที่ 4 แสดงการเลือกเปิดเมนู Options เพื่อปรับแต่งค่าของเว็บเบราเซอร์

รูปที่ 5 แสดงหน้าไดอะล็อก Options และเลือกค่าเพื่อเปิดโหมดห้ามติดตาม

Chrome
  1. เลือกปุ่มเมนู เลือก Tools และ Extensions เพื่อจะเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมเสริมของ Chrome ดังรูปที่ 6
  2. จากนั้นจะเข้าหน้าแสดงรายการโปรแกรมเสริมที่ถูกติดตั้งในเว็บเบราเซอร์ ให้เลือก Got more extensions ดังรูปที่ 7 ที่อยู่ด้านล่างสุด เพื่อเข้าไปค้นหาโปรแกรมเสริม
  3. จากข้อ 2 จะปรากฎหน้าเว็บสำหรับค้นหาและติดตั้งโปรแกรมเสริมของ Chrome ดังรูปที่ 8 ให้ใส่คำว่า Do Not Track ที่ช่องสำหรับค้นหาด้านซ้ายมือแล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นจะปรากฏผลการค้นหาด้านขวามือ ให้มองหาโปรแกรมเสริมที่ชื่อ Do Not Track โดยมีไอค่อนเป็นรูปแมลงเต่าทอง ดังรูปที่ 8
  4. กดปุ่ม Add to my chrome เพื่อติดตั้งโปรแกรมเสริม Do Not Track หากติดตั้งสำเร็จแล้วจะปรากฏดังรูปที่ 9

รูปที่ 6 แสดงการเลือกเมนูเพื่อเข้าไปยังหน้าแสดงรายการโปรแกรมเสริมของ Chrome
รูปที่ 7 แสดงปุ่มให้กดเพื่อเข้าไปค้นหาโปรแกรมเสริม


รูปที่ 8 แสดงผลการค้นหาโปรแกรมเสริมที่ชื่อ Do Not Track บน Chrome

รูปที่ 9 แสดงผลการติดตั้งโปรแกรมเสริม Do Not Track สำเร็จแล้ว

สรุป
ไม่ว่าจะติดตั้งและใช้โปรแกรมเว็บเบราเซอร์อะไรก็ตาม ถูกเปิดโหมดติดตามโดยที่ผู้ใช้ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย ดังนั้นเพื่อการรักษาข้อมูลส่วนตัวของเรา ผู้เขียนแนะนำให้เปิดโหมดห้ามติดตามตามวิธีการดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้นแล้ว

อ้างอิง
https://www.eff.org/deeplinks/2012/06/how-turn-do-not-track-your-browser

Monday, May 20, 2013

Web Browser Security ตอนที่ 2 : โปรแกรมเสริมบน Chrome

บทความโดย กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล (โน้ต)
ต้นฉบับอยู่ที่ https://foh9.blogspot.com

ปัญหาการเข้าถึงเว็บไซต์ไม่น่าเชื่อถือทำให้ผู้ใช้ถูกหลอกลวงให้กรอกข้อมูล ถูกมัลแวร์คุกคาม ดังนั้นผู้ใช้งานจำเป็นจะต้องช่วยเหลือตัวเองให้รอดพ้นจากภัยคุกคามต่างๆที่อาจแฝงมากับเว็บไซต์ต่างๆ 

จากบทความตอนที่แล้ว (
Web Browser Security ตอนที่ 1 : เว็บเบราเซอร์ทางเลือกสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป) ผู้เขียนได้แนะนำเว็บเบราเซอร์ทางเลือกต่างๆที่น่าสนใจ และน่าติดตั้งในเครื่อง โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ Chrome ของกูเกิลเป็นหนึ่งในเว็บเบราเซอร์ที่ผู้เขียนใช้และแนะนำ ไม่ได้เพียงเพราะใช้งานง่ายเท่านั้นแต่ด้วยโปรแกรมเสริมที่ทำให้ผู้เขียนใช้งานเว็บเบราเซอร์ชนิดนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งโปรแกรมเสริมที่ผู้เขียนใช้ช่วยในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์มีดังต่อไปนี้
  1. HTTPS Everywhere เป็นโปรแกรมเสริมที่บังคับให้เว็บเบราเซอร์เรียกเว็บไซต์ด้วย HTTPS ซึ่งเป็นการเข้ารหัสข้อมูลก่อนถูกส่งออกจากเครื่อง ดังนั้นการติดตั้งโปรแกรมเสริมนี้ทำให้มั่นใจระดับหนึ่งว่าเราจะไม่ถูกขโมยรหัสผ่านเว็บเบราเซอร์ได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eff.org/https-everywhere ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกบังคับบางเว็บไซต์ให้เข้าด้วย HTTPS ได้ดังรูปที่ 1
    รูปที่ 1 แสดงค่าปรับแต่งของโปรแกรม HTTPS Everywhere

  2. Flag for Chrome เป็นเครื่องมือที่ใช้บอกว่าเว็บที่เราเข้าอยู่นั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร อยู่ในประเทศอะไร รวมถึงบอกข้อมูลเบื้องต้นของเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นเว็บไซต์ที่ถูกปลอมแปลงหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีเว็บฟิชชิ่งของธนาคารแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่ถูกตั้งอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเว็บจริงนี้ก็ควรจะตั้งอยู่ในประเทศไทย นอกจากนี้โปรแกรมเสริมนี้ยังประกอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บ เช่น WOT (Web of Trust - เครื่องมือประเมินความน่าเชื่อถือของเว็บ) Google PageRank และ Alexa Rank เป็นต้น ดังนั้นเครื่องมือนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ได้ตระหนักได้ว่าเว็บมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ สามารถดาวน์โหลดได้จาก https://chrome.google.com/webstore/detail/flag-for-chrome/dbpojpfdiliekbbiplijcphappgcgjfn?hl=en 
  3. รูปที่ 2 แสดงค่าความน่าเชื่อของเว็บไซต์ที่่ตรวจสอบโดย Flag for Chrome

  4. Netcraft Anti-Phishing Extension เป็นโปรแกรมเสริมจาก Netcraft เพื่อบ่งบอกว่าเว็บไซต์ที่กำลังเข้าถึงอยู่นั้นเป็นเว็บฟิชชิ่งหรือไม่ ซึ่งถ้าหากพบว่าเป็นเว็บฟิชชิ่งโปรแกรมเสริมนี้จะเรียกหน้าแจ้งเตือนขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานถูกหลอกให้กรอกข้อมูลได้ ดังรูปที่ 3 และเครื่องมือนี้สามารถบ่งบอกรายละเอียดของเว็บไซต์ได้อีกด้วย ดังรูปที่ 4 ซึ่งดาวน์โหลดได้จาก http://toolbar.netcraft.com/ 
    รูปที่ 3 โปรแกรมเสริมแจ้งเตือนว่าเว็บไซต์เป็นเว็บฟิชชิ่ง

    รูปที่ 4 โปรแกรมเสริม Netcraft สามารถบอกรายละเอียดของเว็บไซต์ได้

  5. Adblock plus เป็นโปรแกรมเสริมที่ช่วยในการบล็อกโฆษณาของหน้าเว็บซึ่งสามารถใช้ค่าที่โปรแกรมให้มา อีกทั้งยังสามารถเพิ่มเองได้อีกด้วย ดังรูปที่ 5 แสดงความสามารถของโปรแกรมเสริมในการบล็อกโฆษณาในหน้าเว็บเฟซบุ๊ค ซึ่งโปรแกรมเสริมนี้สามารถเพิ่มโฆษณาให้บล็อกเพิ่มเองได้โดยการคลิ้กที่ไอค่อนแล้วเลือก Easy create filter ดังรูปที่ 6 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดได้ที่ https://adblockplus.org/en/chrome 
    รูปที่ 5 แสดงลักษณะการทำงานของโปรแกรม Adblock plus

    รูปที่ 6 แสดงฟีเจอร์การเพิ่มโฆษณาสำหรับบล็อกได้

    สรุป
    โปรแกรมเสริมการทำงานของ Chrome นั้นมีมากมาย นี่เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถบอกว่าเว็บไซต์ที่กำลังเข้าถึงอยู่นี่น่าเชื่อถือหรือไม่เท่านั้น อย่างไรก็ตามผู้ใช้ยังต้องใช้ความระมัดระวังในการเข้าเว็บไซต์ด้วย 

Sunday, March 03, 2013

วิเคราะห์เว็บฟิชชิ่งของกรณี SMS ปลอม

อัพเดตสถานการณ์ล่าสุด ขณะนี้เว็บฟิชชิ่งไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว

*****หมายเหตุ เว็บไซต์ดังกล่าวยังเปิดให้บริการอยู่ ห้ามผู้อ่านทุกท่านเข้าเว็บที่ผมแสดงไว้ในบทความนี้ ถ้าหากใครเข้าเว็บไซต์เหล่านี้ ผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะกรณีใดๆทั้งสิ้น*****

จากที่ทราบว่ามีเว็บฟิชชิ่ง 2 เว็บไซต์ที่จะ redirect ไปยังเว็บไซต์หลักของธนาคาร ได้แก่ http://scb.k-cyberbank.info ของธ.ไทยพาณิชย์ และ http://kasikorn.k-cyberbank.info ของธ.กสิกรไทย แต่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือมีลิงค์ให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบนแอนดรอยด์ อยู่ที่ลิงค์ด้านล่าง
  • http://scb.k-cyberbank.info/scbeasy.apk
  • http://kasikorn.k-cyberbank.info/ibanking.apk
จากสื่อต่างๆ เล็งแค่ป้องกันการดาวน์โหลดแอพ แต่เว็บก็ยังอยู่ ดังนั้นผมจึงวิเคราะห์เซิร์ฟเวอร์ว่าอยู่ที่ไหน (อาชีพเก่า) และจะหาช่องทางติดต่อเพื่อปิดเว็บดังกล่าว ผมจะพยายามอธิบายให้ง่ายที่สุดดังนี้

รูปที่ 1 แสดงข้อมูลของเว็บไซต์ k-cyberbank.info

จากรูปที่ 1 เป็นข้อมูลจาก Netcraft พบว่าเซิร์ฟเวอร์นี้มีโดเมน k-cyberbank.info และหมายเลขไอพี 5.199.171.244 ซึ่งเป็นไอพีของประเทศอินเดีย แต่ถ้าหากทำ reverse DNS (เปลี่ยนจากไอพีเป็นชื่อโดเมน) จะได้ hst-171.244-balticservers.com เป็นโฮสติ้งของประเทศลิธัวเนีย (ซึ่งถ้า nslookup ก็ได้ข้อมูลเดียวกัน) ดังรูปที่ 2

รูปที่ 2 แสดงข้อมูลการทำ nslookup

รูปที่ 3 แสดงข้อมูล Whois เพื่อแสดงถึงเจ้าของเว็บฟิชชิ่ง

วิเคราะห์เว็บไซต์นี้ต่อ พบว่าเป็นระบบปฏิบัติการลีนุกซ์เดเบี่ยน และใช้เว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache และมีการอัพเดตล่าสุดวันที่ 2 มีนาคม 2556 ดังรูปที่ 4

รูปที่ 4 แสดงข้อมูลระบบปฏิบัติการของเว็บฟิชชิ่ง

เมื่อทราบแล้วว่าเซิร์ฟเวอร์เครื่องนี้ตั้งอยู่ในประเทศอินเดียแล้ว ผมจึงวิเคราะห์ต่อว่าใครเป็นเจ้าของโดเมน k-cyberbank.info พบว่าเจ้าของนั้นอยู่ที่ประเทศจีน ดังรูปที่ 5 และ 6

รูปที่ 5 แสดงข้อมูลของผู้จดทะเบียนโดเมน k-cyberbank.info

รูปที่ 6 แสดงข้อมูลของผู้ชำระเงินค่าจดทะเบียนโดเมน k-cyberbank.info

จากนั้นลองเข้าเว็บไซต์ http://www.balticservers.com (จากข้อมูลการทำ reverse DNS) พบว่าเป็นเว็บให้บริการเว็บโฮสติ้งและ VPS (Virtual Private Server) ดังรูปที่ 7 และพอเช็คต่ออีกจึงพบว่าเว็บดังกล่าวเป็นเว็บที่ถูกเปิดให้บริการจากประเทศลิธัวเนีย ดังรูปที่ 8

รูปที่ 7 แสดงหน้าเว็บของผู้ให้บริการโฮสติ้ง balticservers.com

รูปที่ 8 แสดงข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท balticservers.com

การจัดการ
เนื่องจากเว็บฟิชชิ่งนี้มีโฮสติ้งอยู่ที่ประเทศอินเดีย ผมได้ติดต่อ CERT-IN (Computer Emergency Response Team – India) ซึ่งมีหน้าที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์การบุกรุกที่เกิดในประเทศอินเดียแล้ว รอการตอบกลับต่อไป

Monday, February 18, 2013

Web Browser Security ตอนที่ 1 : เว็บเบราเซอร์ทางเลือกสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป


จากตอนที่แล้ว (Web Browser Security ตอนที่ 0 : เกริ่นนำ : http://foh9.blogspot.com/2013/02/web-browser-security-0.html)​ ผู้เขียนได้แนะนำถึงวิธีการกว้างๆในการรักษาความปลอดภัยในระดับของเว็บเบราเซอร์ ซึ่งข้อแรกได้แนะนำถึงให้ติดตั้งเว็บเบราเซอร์มากกว่า 1 ชนิด เนื่องจากเว็บไซต์บางเว็บอาจจะรันได้ในบางเว็บเบราเซอร์เท่านั้น หากไม่เปิดตามที่เว็บไซต์แนะนำ อาจจะทำให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานผิดพลาด หรือเกิดปัญหาขึ้นได้ อีกทั้งบางเว็บเบราเซอร์ก็มีโปรแกรมเสริมและฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถท่องอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย ดังนั้นในบทความนี้ผู้เขียนจึงรวบรวมเว็บเบราเซอร์ที่น่าสนใจมาแนะนำเท่านั้น ยังมีเว็บเบราเซอร์มากกว่านี้ที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในบทความนี้

จากสถิติผู้ใช้งานเว็บเบราเซอร์จากเว็บของวิกิพีเดีย พบว่ามีการใช้งานเว็บเบราเซอร์ที่หลากหลาย โดยมีสัดส่วนผู้ใช้งานเว็บเบราเซอร์ Chrome ถึง 30.60% ส่วน IE มาเป็นอันดับสอง 22.01% อันดับสามคือ Firefox มีปริมาณ 19.11% ดังรูปที่  1

รูปที่ 1 แสดงเบราเซอร์ที่เข้าเว็บวิกิพีเดีย

ตัวอย่างเว็บเบราเซอร์ที่น่าสนใจ

  • Internet Explorer (IE) เป็นเว็บเบราเซอร์ที่ติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีเวอร์ชั่นล่าสุดที่เวอร์ชั่น 10 (ซึ่งถูกติดตั้งมาพร้อมกับวินโดวส์เวอร์ชั่น 8) ถ้าเป็นระบบปฏิบัติการวินโดวส์เวอร์ชั่นอื่นจำเป็นต้องอัพเดตเว็บเบราเซอร์ Internet Explorer ด้วย สำหรับผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ (Linux) หรือแมคโอเอส (Mac OS) ไม่สามารถติดตั้งได้ และ IE เองยังติดตั้งโปรแกรมเสริมได้ (Add-on) ได้ โดยดาวน์โหลดจากผู้พัฒนาโปรแกรมเสริมนั้นๆ แต่ไม่มีแหล่งดาวน์โหลดจากไมโครซอฟท์เอง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://windows.microsoft.com/en-US/windows-8/internet-explorer
รูปที่ 2 แสดงหน้าจอโปรแกรม IE10 บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8

  • Google Chrome เป็นเว็บเบราเซอร์จากกูเกิ้ล สามารถติดตั้งได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ลินุกซ์ และแมคโอเอส อีกทั้งยังสามารถติดตั้งในโทรศัพท์มือถือแอนดรอยส์และไอโอเอส (iOS) ได้  อีกทั้งเว็บเบราเซอร์นี้สามารถติดตั้งโปรแกรมเสริม (Extensions) ที่สามารถค้นหาและดาวน์โหลดได้จากเว็บเบราเซอร์ได้เอง ทำให้ติดตั้งได้ง่ายและมีโปรแกรมเสริมมากมายอีกด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.google.com/chrome 
รูปที่ 3 แสดงหน้าจอของเว็บเบราเซอร์ Chrome

  • Mozilla Firefox เป็นเว็บเบราเซอร์จากค่าย Mozilla ที่ สามารถติดตั้งได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ลินุกซ์ และแมคโอเอส อีกทั้งยังสามารถติดตั้งในโทรศัพท์มือถือแอนดรอยส์ เช่นเดียวกับ Chrome แต่จุดเด่นอีกอย่างของ Firefox คือสามารถเลือกดาวน์โหลดและติดตั้งภาษาของเว็บเบราเซอร์ได้ ส่วนโปรแกรมเสริมจะเรียก (Add-on) ก็สามารถค้นหาและดาวน์โหลดได้จากเว็บเบราเซอร์ได้เลย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mozilla.org/
รูปที่ 4 แสดงหน้าจอของเว็บเบราเซอร์ Firefox
  • Safari เป็นเว็บเบราเซอร์จากค่าย Apple มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแมคโอเอส แต่สามารถดาวน์โหลดติดตั้งได้บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ด้วยเช่นกัน เว็บเบราเซอร์นี้สามารถลงโปรแกรมส่วนเสริมได้จากเว็บของ Apple อีกด้วย สามารถดาวน์โหลดเว็บเบราเซอร์ Safari ได้ที่ https://www.apple.com/safari/
รูปที่ 5 แสดงหน้าจอของเว็บเบราเซอร์ Safari
  • Mantra เว็บเบราเซอร์นี้อาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูนัก เพราะเป็นเว็บเบราเซอร์จาก OWASP (อ่านรายละเอียดของ OWASP เพิ่มเติมได้ที่ 10 อันดับความเสี่ยงด้านเว็บแอพพลิเคชั่นของ OWASP ปี 2010 : http://foh9.blogspot.com/2012/01/10-owasp-2010.html) เว็บเบราเซอร์นี้น่าจะเป็นการรวมกันของ Firefox และ Chrome ทำให้สามารถติดตั้งโปรแกรมเสริมได้ด้วยเช่นเดียวกัน จุดเด่นของเว็บเบราเซอร์นี้ที่ผู้เขียนชอบคือเครื่องมือในการวิเคราะห์เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นตรวจสอบว่าเว็บเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ใด ตรวจสอบโค้ดของเว็บได้ เป็นต้น นอกจากนี้หน้าแรกของโปรแกรมนั้นก็ทำคล้ายๆกับระบบปฎิบัติการวินโดวส์ 8 เป็นลิงค์ที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าบ่อยๆ เป็นการออกแบบได้น่าสนใจมาก ใครอยากลองติดตั้งก็สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ http://www.getmantra.com/
รูปที่ 6 แสดงหน้าจอของเว็บเบราเซอร์ Mantra
  • Codomo Dragon และ IceDragon Browser อีกเว็บเบราเซอร์หนึ่งที่ไม่คุ้นหูมากนัก แต่เว็บเบราเซอร์ทั้งสองของค่าย Codomo นั้นน่าสนใจที่ผู้ใช้สามารถท่องเว็บได้อย่างปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีที่เว็บเบราเซอร์นั้นจะถามผู้ใช้ว่าขอเชื่อมต่อไปยัง SecureDNS (สามารถเลือกเชื่อมต่อเฉพาะเว็บเบราเซอร์เองหรือทุกแอพพลิเคชั่นก็ได้) เมื่อเรียกเว็บที่มีมัลแวร์ฝังอยู่หรือฟิชชิ่ง (phishing) เว็บเบราเซอร์นี้จะบล็อกให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเว็บเบราเซอร์ที่ช่วยเหลือให้ผู้ใช้งานเข้าเว็บได้อย่างปลอดภัย ข้อแตกต่างระหว่าง Dragon และ IceDragon คือเว็บเบราเซอร์ Chromium และ Firefox ที่ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดนั่นเอง แต่ข้อจำกัดของเว็บเบราเซอร์นี้คือมีให้เลือกติดตั้งได้เฉพาะระบบปฏิบัติการวินโดวส์เท่านั้น หากสนใจสามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ฟรีจาก http://www.comodo.com
รูปที่ 7 แสดงหน้าจอเว็บเบราเซอร์ Comodo Dragon Browser
  • Opera เว็บเบราเซอร์ที่สามารถติดตั้งได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ลินุกซ์ แมคโอเอส รวมไปถึงอุปกรณ์มือถือต่างๆอีกด้วย เว็บเบราเซอร์ Opera นี้สามารถติดตั้งโปรแกรมเสริม ตกแต่งหน้าตา รวมไปถึงฟีเจอร์ต่างๆที่จะช่วยให้เว็บเบราเซอร์นี้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย สนใจเลือกดาวน์โหลดได้ที่ http://www.opera.com
รูปที่ 8 แสดงหน้าจอเว็บเบราเซอร์ Opera

จากที่ได้กล่าวมานั้นเป็นเพียงตัวอย่างเว็บเบราเซอร์ทางเลือกที่น่าสนใจเท่านั้น ยังมีเว็บเบราเซอร์อีกมากมายให้เลือกดาวน์โหลดและใช้งาน ซึ่งสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม ในบทความตอนต่อไปผู้เขียนจะแนะนำโปรแกรมส่วนเสริมที่ควรจะติดตั้งสำหรับผู้ใช้งาน Chrome เพื่อให้ท่องอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย 


Wednesday, February 13, 2013

Web Browser Security ตอนที่ 0 : เกริ่นนำ

เว็บไซต์อันตรายมีอยู่มากมายในโลกอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน ดังนั้นผู้ใช้งานทั่วไปจึงตกเป็นเหยื่อของเหล่าร้ายได้อย่างง่ายดาย อาจจะถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว ถูกฝังไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งถูกล่อลวงให้เข้าเว็บไซต์ได้ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่สามารถจัดการปิดเว็บไซต์อันตรายเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่จะง่ายกว่าไหมถ้าหากป้องกันที่ผู้ใช้งานเอง โดยอาศัยเครื่องมือท่องเว็บหรือเว็บเบราเซอร์ของเราเอง

อีกทั้งมีหลายๆคนมาถามผมว่าจะทำยังไงที่เราจะท่องอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย ผมก็ตอบได้แค่ "มีสติ ก่อนคิดจะคลิ๊ก" คือลิงค์ที่ได้มาไม่ใช่ว่าจะกดทุกอัน เลือกและดูว่าชื่อเว็บที่โชว์กับค่าที่ลิ้งค์ไปนั้นไปที่เดียวกันหรือไม่ แต่มีคำถามต่อไปอีก "แล้วไม่มีวิธีที่ง่ายกว่านี้เหรอ เนื่องจากดูไม่เป็นบ้าง หรือเห็นลิงค์แต่ก็ไม่รู้ว่าเว็บนี้อันตรายหรือไม่" จึงทำให้ผู้เขียนกลับมาคิดว่าเราจะช่วยได้อย่างไร จึงเป็นที่มาของบทความชุดนี้ ซึ่งจะแนะนำการใช้เว็บเบราเซอร์พร้อมกับชุดเพิ่มเติมเพื่อทำให้การท่องเน็ตของเรานั้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย

วิธีการใช้งานเว็บเบราเซอร์อย่างปลอดภัยทำได้ดังนี้
  1. เลือกติดตั้งเบราเซอร์ให้มากกว่า 1 ชนิด (อาจจะ 2-3 ชนิดก็พอ) เนื่องจากว่าบางเว็บไซต์ระบุว่ารองรับเว็บเบราเซอร์อะไร และเพื่อเป็นทางเลือกในการเข้าถึงเว็บไซต์ แต่พึงระลึกไว้เสมอว่าถ้าหากติดตั้งเยอะเกินไปแล้วไม่ได้ใช้งานก็จะเป็นการเสียทรัพยากรด้วย และอาจทำให้เครื่องมีช่องโหว่มากขึ้นถ้าหากไม่ตามอุดช่องโหว่ทุกโปรแกรม ดังนั้นวิธีการเลือกติดตั้งมีดังต่อไปนี้
    • เลือกชนิดเว็บเบราเซอร์ที่นิยม ซึ่งอาจจะเลือกถึงความสม่ำเสมอในการปรับปรุงเวอร์ชั่น
    • จากนั้นตอนดาวน์โหลดมาติดตั้งนั้นต้องเลือกเวอร์ชั่นที่เสถียรและใหม่ล่าสุดด้วย กล่าวคือเวอร์ชั่นทดลองใช้ (อัลฟ่า หรือเบต้า) ต้องไม่นำมาใช้งาน เพราะเนื่องจากอาจจะมีช่องโหว่ที่ยังไม่ได้แก้ไขก็ได้
    • อ่านบทความแนะนำเว็บเบราเซอร์ได้ที่ Web Browser Security ตอนที่ 1 : เว็บเบราเซอร์ทางเลือกสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป - http://foh9.blogspot.com/2013/02/web-browser-security-1.html
  2. การติดตั้งส่วนเสริม (Extension, Plugin หรือ Add-on สุดแท้แต่ละเว็บเบราเซอร์จะเรียก) เป็นการทำให้เว็บเบราเซอร์นั้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งนับว่าเป็นเหมือนลูกเล่นและประโยชน์อย่างมหาศาลต่อผู้ใช้งานอีกด้วย อย่างไรก็ตามผู้ใช้จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
    • เลือกติดตั้งส่วนเสริมที่เหมาะสมและจำเป็นกับการใช้งานเท่านั้น 
    • ดาวน์โหลดส่วนเสริมจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น หรืออาจจะดาวน์โหลดจากเว็บผู้พัฒนาเว็บและต้องปรับปรุงให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอด้วย
    • หมั่นตรวจสอบว่าส่วนเสริมที่ติดตั้งได้ใช้งานหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้งาน ให้ลบส่วนเสริมนั้นออก
  3. เลือกใช้งานเว็บเบราเซอร์ให้ตรงกับคำแนะนำของแต่ละเว็บไซต์ 
  4. หลังจากเตรียมเครื่องมือเสร็จแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องตั้งสติให้พร้อมก่อนจะท่องเว็บ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโจรได้
  5. ตรวจสอบลิ้งค์ที่ได้มาจากอีเมล์หรือโปรแกรมสนทนาต่างๆ ว่าตรงกับที่แสดงไว้หรือไม่ หรือชื่อเว็บนั้นไม่คุ้นหรือแปลกจากที่ควรจะเป็น ถ้าเจอต้องห้ามเข้าทันที
  6. เพื่อความแน่ใจหากต้องการเข้าเว็บไซต์ใด ให้พิมพ์ชื่อโดยตรงเลยจะดีกว่า
ในตอนต่อไป จะแนะนำตัวอย่างของเว็บเบราเซอร์ชนิดต่างๆ ที่น่าสนใจ


Tuesday, October 30, 2012

SCAM ตอนที่ 1 ​: ทำความรู้จักกับสแกม (SCAM)


หายหน้าหายตาไปนานเลยครับ เพราะมัวเมาแต่งานอย่างอื่น จนลืมแบ่งเวลาให้กับแฟนๆบนบล็อก เอิ๊กๆๆ เมื่อกลางเดือนได้มีโอกาสไปไต้หวันในงาน 2012 Taipei Summit และอาทิตย์หน้าจะรับเชิญไปเยี่ยมแล็บของเทรนด์ไมโคร ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์​ แถมร่างกายช่วงก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยจะสู้่ดีเท่าไหร่ ป่วยค่อนข้างบ่อยเลยทีเดียว แต่ช่วงนี้ก็ดีขึ้นหลังจากกลับไปออกกำลังกาย และพักผ่อนให้มากขึ้น

เอาหล่ะครับวันนี้ผมติดค้างบทความที่ตั้งใจจะเขียนให้ความรู้เกี่ยวกับสแกม (SCAM) ว่าคืออะไร มีประเภทใดบ้าง พร้อมตัวอย่าง บทความนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักให้แก่ผู้อ่านทุกท่าน ไม่ได้มีจุดประสงค์จะทำลายชื่อเสียงบุคคลหรือหน่วยงานองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น

สแกม (SCAM) คืออะไร
หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับคำว่า สแปมเมล์ (SPAM MAIL) หรือเมล์ขยะ คืออีเมล์ที่เราไม่ต้องการ อาจจะเป็นอีเมล์โฆษณาชวนเชื่อ ส่วนสแกม (SCAM) นั้นผู้ไม่หวังดีจะต้องหว่านส่งอีเมล์หรือข้อความในสื่อต่างๆ บนเครือข่ายสังคมออนไลน์จำนวนมหาศาล (คล้ายๆกับการส่งสแปมเมล์) แต่สแกมนั้นจะต้องมีจุดประสงค์ในการหลอกให้เหยื่อทำอะไรบางอย่างที่ชัดเจน เช่น หลอกให้เหยื่อโอนเงินไปให้ หลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว หรือหลอกให้เหยื่อแชร์ข้อมูลต่อๆไป เป็นต้น ดังนั้นถ้าหากมีเหยื่อหลงเชื่อเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ให้โอนเงินไปให้ หรือส่งข้อมูลไปให้ เท่านี้ผู้ไม่หวังดีก็สามารถสร้างรายได้มากมายแล้ว

ตัวอย่างสแกมที่น่าสนใจ ขอแบ่งตามวัตถุประสงค์ของผู้ไม่หวังดี
  1. หลอกให้เหยื่อโอนเงินไปให้ ได้แก่
    • ไนจีเรียนสแกม (Nigerian SCAM) เป็นสแกมที่หลอกลวงว่าเขาเป็นเจ้าชายแห่งประเทศไนจีเรียยังไม่ได้รับตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้ตกอับและพยายามรวบรวมเงินกลับประเทศ เพื่อไปรับตำแหน่งกษัตริย์ และตนเองจะมีเงินมหาศาล แล้วจากนั้นจะแนบท้ายในอีเมล์ว่าขอให้ท่านช่วยโอนเงินมาให้จำนวนหลักหมื่นบาท แล้วหลังจากได้รับตำแหน่งจะได้เงินตอบแทน 10 เท่า 
    • ญาติหรือเพื่อนของเรากำลังลำบาก เป็นสแกมที่ต้องอาศัยการขโมยบัญชีอีเมล์ของเรา จากนั้นก็จะส่งอีเมล์จากบัญชีที่ถูกขโมยได้มายังเพื่อนๆของเราตามรายชื่อที่ถูกเก็บไว้ในบัญชีอีเมล์ โดยเนื้อความนั้นจะบอกว่าเราอยู่ต่างประเทศ (ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศอังกฤษ) แล้วกระเป๋าเดินทางสูญหายจากสนามบิน กระเป๋าเงินถูกขโมย ไม่มีพาสปอร์ตและเงินเหลือติดตัวเลย ดังนั้นขอให้เหยื่อ (เพื่อนของเรา) ให้โอนเงินยังผู้ไม่หวังดีเพื่อที่จะนำไปซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทย ถ้าหากเรามีเพื่อนหรือญาติที่เดินทางไปประเทศนั้นๆพอดี และไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่าเป็นความจริงหรือไม่ ก็จะตกเป็นเหยื่อได้อย่างง่ายดาย

  2. หลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว 
    • ฟิชชิ่งสแกม (Phishing SCAM) ที่จริงแล้วก็คือฟิชชิ่งนั่นเอง (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รู้ทันเทคนิคการขโมยข้อมูล : http://foh9.blogspot.com/2012/04/blog-post_04.html ) ซึ่งผู้ไม่หวังดีจะส่งอีเมล์หาเราเพื่อโน้มน้าวให้เราเข้าเว็บไซต์ที่เลียนแบบหน้าตาของเว็บไซต์ธนาคาร สถาบันการเงิน และร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ถ้าหากเหยื่อหลงเชื่อก็จะกรอกข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับบัญชีของธนาคารแห่งนั้นๆได้
    • สแกมหลอกว่าได้รับรางวัล หลายๆคนคงเคยเห็นอีเมล์ที่บอกว่าเราได้รับสิทธิ์พิเศษในการชิงรางวัลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ คอมพิวเตอร์ราคาแพง หรือแม้กระทั่งแพกเกจทัวร์ต่างๆ จากนั้นถ้าหากเราหลงเชื่อแล้วเข้าเว็บไซต์ของผู้ไม่หวังดี เขาก็จะให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่นหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ชื่อนามสกุล หรือบางเว็บอาจจะขอข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของเราก็ได้ เป็นต้น ดังรูปที่ 1

    •  
      รูปที่ 1 แสดงตัวอย่างอีเมล์หลอกลวงว่าสิทธิ์ในการสั่งซื้อสินค้าราคาพิเศษ

  3. หลอกให้เหยื่อแชร์ข้อมูลต่อๆไป
    • สตาร์บักส์สแกม (Starbucks SCAM) ต้องบอกว่ากาแฟยี่ห้อดังถูกผู้ไม่หวังดีอาศัยชื่อเสียงเพื่อหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งสแกมนี้ถูกส่งมาในเฟซบุ๊คเพื่อหลอกให้เหยื่อนั้นส่งข้อมูลเพื่อแลกกับคูปองดื่มกาแฟฟรี สุดท้ายแล้วมีเหยื่อจำนวนมากทำการแชร์ข้อมูลต่อไป แต่ไม่ได้รับคูปองดังกล่าว 
รูปที่ 2 แสดงข้อความบนเฟซบุ๊คที่หลอกว่าจะได้รับคูปองทานกาแฟฟรี

ป้องกันตัวเองอย่างไรเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
  1. อย่าหลงชื่อข้อความที่ได้รับมาผ่านทางอีเมล์หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยง่าย
  2. อย่าโลภ พึงระลึกเสมอว่าไม่มีสิ่งใดที่ได้มาโดยง่าย
  3. หากได้รับอีเมล์หรือข้อความที่น่าสงสัย ให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของจดหมายให้แน่ชัดก่อน
  4. จากข้อ 3 หากพบความอีเมล์หรือข้อความดังกล่าวเป็นสแกมจริง ให้ลบทิ้งทันที และห้ามส่งต่อ เพื่อจำกัดขอบเขตของสแกมให้เหลือน้อยที่สุด
  5. หากได้รับอีเมล์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เรารู้จัก ก็ให้ติดต่อเขาผ่านช่องทางอื่นๆก่อน จนกว่าจะแน่ใจว่าเขาประสบปัญหาจริง
  6. หากใครที่หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวัน

บททิ้งท้าย
ในบทความนี้ผู้อ่านทุกท่านคงได้รับความรู้ว่าสแกมคืออะไร มีแบบใดบ้าง รวมทั้งวิธีการป้องกันตัวเอง ดังนั้นผมจะขออนุญาตจบไว้เท่านี้ก่อน แต่สัญญาว่าบทความต่อไปจะนำตัวอย่างสแกมบนเฟซบุ๊คที่น่าสนใจ ที่ผมได้รับในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้นักเขียนรับเชิญอย่างพี่ Pituphong Yavirach หรือ PenguinArmy มาร่วมวิเคราะห์ที่มาที่ไปของสแกมดังกล่าวด้วย


Friday, October 05, 2012

Wednesday, October 03, 2012

NIST ประกาศชื่อผู้ชนะการแข่งขันคิดอัลกอริทึ่ม SHA-3

ข่าวใหญ่ของวงการ IT Security วันนี้คือ NIST ประกาศผู้ชนะการแข่งขันสร้างอัลกอริทึ่มในการทำแฮช SHA-3 แล้ว ชื่ออัลกอริทึ่มนี้ว่า Keccak (อ่านว่า “catch-ack”) ถูกสร้างโดย Guido Bertoni, Joan Daemen และ Gilles Van Assche จาก STMicroelectronics และ Michaël Peeters จาก NXP Semiconductors เท่าที่อ่านข้อมูลมานั้นมีความแตกต่างจาก SHA-2 โดยสิ้นเชิง ทำให้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับ SHA-2 จะไม่เกิดขึ้นกับ SHA-3 อย่างแน่นอน นอกจากนี้ SHA-3 เหมาะสำหรับระบบสมองกลฝังตัว (Embedded) และอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ เช่นเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่สามารถถูกควบคุมได้จากระยะไกล 

อ่านเพิ่มเติม http://www.nist.gov/itl/csd/sha-100212.cfm

Tuesday, October 02, 2012

ตีแผ่...แก๊งค์แชร์ลูกโซ่

*** บทความนี้ผมเขียนขึ้นจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ข่าว และเว็บบอร์ด รวบรวมไว้เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ โปรดใช้วิจารณญาณของตนเอง และเพื่อต้องการสร้างความตระหนักแก่ผู้อ่านทุกท่าน ไม่ได้มีเจตนาทำลายชื่อเสียงของบุคคลหรือหน่วยงานใดๆทั้งสิ้น***

*** ธุรกิจขายตรงที่ดี และถูกกฎหมายก็มีเยอะนะครับ โปรดอย่านำบทความนี้ไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ดีเหล่านั้น ***

เมื่อเดือนก่อนผมได้มีโอกาสดูข่าวเกี่ยวกับการแฉขบวนการแก๊งค์แชร์ลูกโซ่ โดยอาศัยธุรกิจขายตรงบังหน้า ทำให้เหยื่อสูญเงินหลายแสนบาท แต่ได้ผลตอบแทนนิดเดียว ซึ่งตรงข้ามกับที่เขาโฆษณาชักชวนให้เหยื่อมาร่วมในธุรกิจ ใครสนใจคลิปข่าวดังกล่าวก็สามารถดูได้ด้านล่างนี้ครับ อยากให้ดูโดยเฉพาะช่วงนาทีที่ 27:09 ผู้เป็นเหยื่อได้ออกมาเปิดโปงขบวนการ

 

จากคลิปเหยื่อได้ออกมาเปิดเผยหมดแล้วนะครับว่ารูปแบบการหลอกลวงที่เขาใช้เป็นอย่าง แต่ผมจะขอนำมาเล่าสั้นๆ เผื่อบางคนไม่มีโอกาสได้ดูคลิปข่าวข้างต้น อย่างไรก็ตามผมอยากให้ทุกท่านชมคลิปก่อนนะครับ

ลักษณะธุรกิจแชร์ลูกโซ่เป็นอย่างไร

ธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่เน้นการเชิญชวนเหยื่อให้สมัครเป็นสมาชิกและร่วมลงทุนกับบริษัท โดยเสนอแผนการตลาดที่น่าตื่นเต้นและได้รับผลตอบแทนสูงมากในช่วงเวลาสั้นๆ โดยที่วิวัฒนาการแชร์ลูกโซ่ในปัจจุบันอาศัยรูปแบบธุรกิจขายตรง (Multi-Level Marketing: MLM) ซึ่งในหลายบริษัทอาจใช้คำอื่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น การตลาดแบบระบบเครือข่าย (Network Marketing) และแชร์ลูกโซ่บางแห่งในปัจจุบันแฝงตัวอยู่ในธุรกิจแฟรนไชส์อีกด้วย

ลักษณะสำนักงานของบริษัทประเภทนี้ ส่วนมากมักจะเช่าอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ที่ตกแต่งสวยงามให้ดูน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ยังมีการจ้างพนักงานมานั่งทำงาน หรือบางครั้งอาจเป็นไปได้ว่าพนักงานที่ถูกจ้างมายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทที่จ้างตนมานั้นทำธุรกิจอะไร รูปแบบการทำงานของธุรกิจแชร์ลูกโซ่เน้นการหาสมาชิกเพื่อมาร่วมลงทุนตามแผนธุรกิจ ซึ่งส่วนมากลักษณะแผนธุรกิจของบริษัทประเภทนี้แทบจะไม่ต่างกัน แต่จะอาจเปลี่ยนแค่รูปแบบโดยใช้สินค้าหรือบริการที่แตกต่างกันออกไปเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงการซื้อขายสินค้าเป็นเครื่องบังหน้าเพื่อเลี่ยงกฎหมายเท่านั้น

เนื่องจากสินค้าราคาสูงเกินความเป็นจริงมาก ทั้งนี้ เพราะราคาสินค้าดังกล่าวเป็นค่าตอบจากการพาคนมาเข้าเป็นสมาชิกนั่นเอง ยิ่งใครสามารถขยายเครือข่ายของตนได้ยาวเท่าผลตอบแทนจะเพิ่มเป็นเงาตามตัว สมาชิกที่มาก่อนจะถูกหลอกโดยให้ได้รับผลตอบแทนเป็นจำนวนเงินที่สูง เพื่อจูงใจให้ลงทุนเพิ่มและชักชวนคนใหม่ๆ มาร่วมลงทุนด้วย ดังนั้นเครือข่ายจึงขยายออกไปเป็นลูกโซ่อย่างรวดเร็ว กิจกรรมธุรกิจส่วนใหญ่เน้นไปที่การจัดประชุมสัมมนาที่น่าเชื่อถือ เพื่อจูงใจคนสมัครเป็นเครือข่ายหลังจากได้ฟังบรรยายแต่กลับไม่เน้นการนำเสนอตัวสินค้าและบริการแต่อย่างใด

กลวิธีชักชวน หาเหยื่อ

เอาหล่ะครับ ตอนนี้ลองมาดูกระบวนการการทำงานของขบวนการ หรือรูปแบบการหลอกล่อ เริ่มต้นด้วยการเชื้อเชิญผ่านทางอินเทอร์เน็ต (เช่น เครือข่ายสังคมออนไลน์ เปิดเว็บไซต์ และอีเมล์ เป็นต้น) ซึ่งเป็นวิธีการกระจายข้อมูลที่มีต้นทุนต่ำและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วที่สุด

เนื้อความการชักชวนเหยื่อนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคำพูดในลักษณะลงทุนต่ำ รายได้สูง หรือยกตัวอย่างว่าคนนั้นคนนี้มีความสำเร็จในการร่วมธุรกิจ และยังเพิ่มความดึงดูดด้วยรูปเด็กวัยรุ่นกำลังถือเงิน หรือถ่ายรูปคู่กับสิ่งของที่มีลักษณะราคาแพง เช่นรถสปอร์ต หรือแม้กระทั่งรูปเช็คสั่งจ่ายคนเชิญชวนอีกด้วย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้เหยื่อเกิดความโลภ จนเกิดความสนใจในการเข้าร่วมด้วย จากภาพที่ 1 จะเห็นว่ารูปแบบการยั่วความโลภของเหยื่อมากมาย

รูปที่ 1 แสดงรูปที่ถูกนำมาใช้ในการชักชวนเหยื่อให้เข้าร่วม

หากเหยื่อหลงเชื่อจะต้องส่งข้อมูลส่วนบุคคลให้ ทำให้ผู้ร้ายจะโทรศัพท์หรือติดต่อมาให้เราไปฟังหรือเข้าร่วมกระบวนการได้ ถ้าหากเหยื่อไม่ไปจะมีการข่มขู่ทำร้าย หรือด่าทอด้วย จากนั้นเมื่อเหยื่อที่หลวมตัวไปยังสถานที่นัดของแก๊งค์แชร์ลูกโซ่เหล่านี้ เขาจะมีการบรรยายเกี่ยวกับการทำธุรกิจขายตรง โดยหยิบยกผลตอบแทนจำนวนเงินให้ดู เพื่อกระตุ้นให้เหยื่ออยากร่วมธุรกิจด้วย

เมื่อเหยื่อจะร่วมทำธุรกิจก็จะต้องชำระเงินค่าสมัครที่ค่อนข้างแพงราวๆ 40,000 - 50,000 บาท ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของการซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มระดับสมาชิก (ระดับที่แทนด้วยชื่ออัญมณีต่างๆ) ซึ่งจากที่ผมเคยพูดคุยกับผู้ที่เคยเห็นสินค้า เขาบอกว่า มีน้ำผลไม้สมุนไพร ราคาขวดละ 1,300 บาท หากซื้อ 1 โหล จะได้ราคา 10,000 บาท และมีสินค้าชนิดเดียวอีกด้วย และแต่ละเดือนคนร้ายจะบังคับให้เหยื่อซื้อของอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยอ้างว่าถ้าหากไม่ซื้อต่อ จะทำให้ระดับสมาชิกของเรานั้นถูกลดลงมาด้วย

ยังไม่หมดเท่านี้ ประเด็นของแก๊งค์แชร์ลูกโซ่จะต้องเพิ่มจำนวนสมาชิก เมื่อเหยื่ออยากได้เงินเยอะขึ้นจะต้องมีสมาชิก ดังนั้นเหยื่อก็จะชักชวนด้วยกระบวนการต่างๆผ่านอินเทอร์เน็ตที่กล่าวมาแล้วตอนต้น แล้วค่าสมัครสมาชิกของเหยื่อต่อจากนี้จะถูกแบ่งมาให้ผู้ชักชวน ทำให้ผู้ชักชวนยิ่งเชื่อสนิทใจมากขึ้นว่าทำแล้วได้เงินจริง ส่งผลให้ยิ่งเร่งการโฆษณาต่อไป นี่แหล่ะกระบวนการทั้งหมดของแก๊งค์แชร์ลูกโซ่

สังเกตอย่างไรว่านี่เป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่

1.ค่าสมัครสมาชิกแพง หากเป็นธุรกิจขายตรงทั่วไปค่าสมัครสมาชิกจะไม่แพง เป็นค่าเอกสารและดำเนินการเท่านั้น ซึ่งราคาเฉลี่ยนั้นจะไม่เกิน 1000 บาท (บวกลบนิดหน่อย) แต่ถ้าเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่นั้นจะแพงกว่ามาก อาจจะถึง 40,000 - 50,000 บาทได้เลยทีเดียว
2.สินค้าที่ขายให้สมาชิกนั้นไม่มีคุณภาพ อ้างสรรพคุณเกินจริง ทีสำคัญแพงเกินเหตุ สินค้าที่ขายในระบบธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ส่วนใหญ่จะไม่มีคุณภาพ แต่มีการอ้างสรรพคุณมากมาย หรือแม้กระทั่งตัดต่อจากภาพรายการทีวี หรือหนังสือต่างๆ เพื่ออ้างถึงสรรพคุณ แม้ว่าในทั้งรายการโทรทัศน์นั้นจะกล่าวถึงสรรพคุณในด้านไม่ดีก็ตาม นอกจากนี้ราคาขายของสินค้ามักจะสูงเกินที่ควรจะเป็นอีกด้วย
3.เน้นหาสมาชิกใหม่มาเพิ่มเรื่อยๆ จำนวนสมาชิกต่อจากเหยื่อจะมีผลต่อผลตอบแทนของเหยื่อ ซึ่งสมาชิกใหม่นั้นถูกหลอกให้จ่ายค่าสมาชิกในราคาสูง และเงินจำนวนนั้นก็จะถูกแบ่งมาให้เหยื่อผู้ที่ชักชวนได้ ดังนั้นเหยื่อที่อยู่ในธุรกิจนี้มักจะสรรหาวิธีการต่างๆที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาเข้าร่วมด้วย
4.ผลตอบแทนสูงเกินจริง แรงจูงใจอย่างหนึ่งของธุรกิจแชร์ลูกโซ่คือผลตอบแทนที่สูงมาก สามารถสำเร็จได้ในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตามหากคิดถึงค่าสมัครสมาชิกตั้งแต่ตอนแรกก็ถือว่ายังน้อยกว่ามากนัก

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกหลานของเราอาจตกเป็นเหยื่อ [1]

หากใครมีลูกหลานเรียนอยู่ปี 1-4 มีสัญญานเตือนดังต่อไปนี้
สัญญานเตือนที่ 1 .. อยู่ดีๆมีเรื่องใช้เงิน "ฉุกเฉิน" ประมาณ 40,000 - 50,000 บาท
สัญญานเตือนที่ 2 .. ลูกเริ่มพูดถึง "อาหารเสริม" บางอย่างรวมถึง "อยากให้ท่านได้ลองทาน" อาหารเสริมเหล่านั้น
สัญญานเตือนที่ 3 .. เริ่มพูดถึงฝันบางอย่าง .. ทำงานง่ายๆ .. เงินเยอะๆ .. มี passive income เลี้ยงตัวเอง .. รีไทร์เร็วๆ
สัญญานเตือนที่ 4 .. กลับบ้านกลับช่องดึกๆดื่นๆอย่างไม่เคยเป็นมา 
สัญญานเตือนที่ 5 .. ผลการเรียนตกลงอย่างผิดสังเกต

ทำอย่างไรเมื่อหลงเป็นเหยื่อแก๊งค์แชร์ลูกโซ่นี้แล้ว

1.แจ้งตำรวจพร้อมแสดงหลักฐานการเป็นสมาชิกและอื่นๆ
2.ยกเลิกการเป็นสมาชิก (ให้ถือคติที่ว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เงินที่เสียแล้วเสียไป ห่วงอนาคตของตนเองดีกว่า)
3.ถ้าบุตรหลานของท่านตกเป็นเหยื่อ ให้ปลอบใจ พร้อมกับให้ถอนตัวเสีย ห้ามดุด่า หรือต่อว่า แต่สอนให้เขาทราบถึงภัยเหล่านี้
4.แชร์ประสบการณ์แก่ผู้อื่น เพื่อเป็นอุทธาหรณ์สอนใจต่อไป

เอกสารอ้างอิง
[1] http://www.pantip.com/cafe/family/topic/N12648333/N12648333.html
[2] http://www.myfirstbrain.com/main_view.aspx?ID=67085

Sunday, September 30, 2012

ระวัง!! โทรศัพท์แอนดรอยด์อาจถูกฟอร์แมตโดยไม่รู้ตัว

USSD หรือ Unstructured Supplementary Service Data เป็นโพรโตคอลที่โทรศัพท์มือถือใช้ในการส่งข้อมูลเพื่อติดต่อกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อขอใช้บริการบางอย่างอัตโนมัติ เช่น สมัครใช้บริการเสริม ขอรับส่วนลดการซื้อสินค้า ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ หรือแม้กระทั่งดาวน์โหลดเพลง เป็นต้น ลักษณะรูปแบบของ USSD โดยทั่วไปจะประกอบด้วยเครื่องหมาย * # และตัวเลขผสมกัน เช่น *545# เป็นต้น ในโทรศัพท์มือถือบางรุ่นสามารถใช้ USSD เพื่อเรียกฟังก์ชันพิเศษของโทรศัพท์ เช่น กด *#06# เพื่อตรวจสอบหมายเลข IMEI ของเครื่อง หรือแม้กระทั่งสั่งให้ฟอร์แมตเครืองได้ เป็นต้น ซึ่งในบางคำสั่งจะมีผลทันทีหลังจากกดตัวอักษรสุดท้ายของคำสั่ง โดยไม่จำเป็นต้องกดโทรออก


ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น สามารถทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งคำสั่งให้ทำงานในโทรศัพท์ของเหยื่อได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสร้าง QRCode การส่งผ่าน NFC (Near Field Communication) เป็นต้น ซึ่งที่จริงแล้วเทคนิคนี้ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง แนวโน้มภัยร้ายเกี่ยวกับบาร์โค้ด 2 มิติ เมื่อปี 2549 (เก่าเหมือนกันนะ)ถ้าหากมีผู้ไม่หวังดีสร้าง QRCode ด้วยชุดคำสั่งให้ฟอร์แมตเครื่อง จากนั้นก็ส่งมาเชื้อเชิญให้เหยื่อหลงเชื่อและสแกน จากนั้นโทรศัพท์มือถือของเหยื่อก็จะเรียกใช้งานคำสั่งนั้นทันที ทำให้เครื่องโทรศัพท์มือถือถูกฟอร์แมตด้วย


วิธีการทดสอบ
รูปที่ 1 แสดง QRCode จะทำให้โทรศัพท์แอนดรอยด์ที่มีช่องโหว่จะแสดงเลข IMEI
*** หมายเหตุ รูปบาร์โค้ดนี้เพียงแค่ให้แสดงค่า IMEI เท่านั้น (ไม่มีอันตราย) และจะต้องเป็นรูปที่อยู่ในเว็บนี้เท่านั้น เพื่อป้องกันการแอบอ้างและหลอกให้รันคำสั่งได้ ***
  1. เปิดโปรแกรมสำหรับอ่าน QRCode แล้วอ่าน QRCode ดังรูปที่ 1
  2. ถ้าหากว่าโปรแกรมอ่านได้ค่า IMEI แสดงว่าโทรศัพท์แอนดรอยด์ของท่านมีช่องโหว่

วิธีการแก้ไข สำหรับโทรศัพท์แอนดรอยด์ที่มีช่องโหว่ มี 3 วิธีคือ
รูปที่ 2 แสดงผลการอ่านบาร์โค้ดหลังจากติดตั้งโปรแกรม Dialer One
  1. อัพเดตเฟิร์มแวร์ของโทรศัพท์มือถือ
  2. ติดตั้งแอพสำหรับช่วยในการโทรศัพท์เพิ่มเติม เช่น Dialer One โดยค้นหาโปรแกรมดังกล่าวนี้จาก Play Store เพื่อป้องกันการหมุนอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลให้คำสั่ง USSD ไม่สามารถรันได้ทันที ดังรูปที่ 2
  3. ปรับแต่งที่โปรแกรมสำหรับอ่าน QRCode เพื่อไม่ให้เปิดเว็บหรือหมุนโทรศัพท์ออกอัตโนมัติ

เอกสารอ้างอิง
  1. https://www.hkcert.org/my_url/en/blog/12092801
  2. https://mobileforensics.wordpress.com/2008/07/17/phone-codes/
  3. https://dylanreeve.posterous.com/remote-ussd-attack

Monday, September 24, 2012

คำแนะนำในการใช้งานเครือข่ายไร้สายสาธารณะอย่างปลอดภัย

*** หมายเหตุ บทความนี้เขียนจากความเห็นส่วนตัว ***

จากข่าวแผนการเปิดให้บริการเครือข่ายไร้สายสาธารณะนั้น ทำให้ผมมานั่งคิดถึงจุดอ่อนที่จะทำให้ผู้ใช้อย่างเรานี้กลายเป็นเหยื่อของเหล่าร้ายแห่งโลกไซเบอร์ได้หลากหลายรูปแบบเลย ดังนั้นผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อแนะนำวิธีการสังเกตและปฏิบัติตัวขณะใช้บริการเครือข่ายไร้สายสาธารณะ

ขึ้นชื่อว่าเป็นเครือข่ายไร้สาย ข้อมูลถูกส่งอยู่ในอากาศ ดังนั้นใครๆก็สามารถจะเข้าถึงข้อมูลที่เราส่งได้อย่างง่ายดาย ซึ่งวิธีการโจมตี ล่อลวง ขโมย ข้อมูลส่วนบุคคลของเรานั้น สามารถทำได้หลายวิธี ผมขอยกตัวอย่างการโจมตีของเหล่าร้ายเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ

  1. การตั้งจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณเครือข่ายไร้สายปลอม หรือการปลอม Access point หากเราลองเปิดค้นหาสัญญาณไวไฟในที่สาธารณะ เราจะพบรายชื่อของจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณไวไฟเยอะแยะมากมาย อาจจะเป็นของผู้ให้บริการทางโทรคมนาคม ร้านค้า ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟนที่สามารถใช้กระจายสัญญาณไวไฟได้ เป็นต้น แต่รายชื่อที่เราค้นพบตอนเราค้นหาสัญญาณนั้นไม่ได้การันตีได้ว่าจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณไวไฟนี้จะเป็นของจริง เพราะไม่ว่าใครก็สามารถตั้งชื่อเป็นอะไรก็ได้ และแน่นอนว่าถ้าผู้ร้ายอยากได้ข้อมูลของเรา ก็ต้องปลอมชื่อจุดกระจายสัญญาณไวไฟให้เหมือนกับผู้ให้บริการทั่วไป หลอกเหยื่อจนตายใจและเชื่อมต่ออีกด้วย ปัญหาต่อมาเมื่อเราอยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกันกับเหล่าร้ายแล้ว คนเหล่านี้สามารถจะสแกนหาช่องโหว่และเจาะระบบที่เครื่องของเรา เพื่อขโมยข้อมูลความลับของเราก็ได้
  2. การดักจับข้อมูลที่ถูกส่ง อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าข้อมูลที่ถูกส่งในเครือข่ายไร้สายทั่วไปนั้น ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทำให้คนร้ายสามารถรู้ได้ว่าเราหรือเหยื่อคนอื่นกำลังใช้งานอะไรบนระบบอินเทอร์เน็ตอยู่ บางคนอาจจะเล่นเฟซบุค ส่งอีเมล์ แช็ต(Chat) หรือแม้กระทั่งหากเราส่งข้อมูลที่เป็นความลับ ตัวอย่างเช่น เรากำลังทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น คนร้ายก็อาจจะดักเพื่อจะดูว่ามีใครทำอะไรอยู่ แล้วมีใครที่ส่งข้อมูลโดยไม่เข้ารหัสหรือไม่ ถ้าไม่เข้ารหัสไว้ คนร้ายก็สามารถจะดูและอ่านข้อความลับของเราได้ด้วย
  3. การดักรหัสผ่าน รหัสผ่านเป็นสิ่งที่สำคัญที่นิยมใช้แสดงความเป็นตัวตน ดังนั้นการขโมยรหัสผ่านจึงการโจมตีที่เหล่าร้ายนิยมทำกันอย่างมาก วิธีการที่เหล่าร้ายจะขโมยรหัสผ่านของเราก็มีหลายวิธี แต่วิธีที่ทำให้เหยื่อรู้ตัวยากที่สุดคือการแอบมาอยู่ระหว่างกลางการส่งข้อมูล หรือที่เรียกว่า "Man in the Middle" และใช้วิธี SSLStip เพื่อถอดฟังก์ชั่นการเข้ารหัสของเว็บนั้นออก (เปลี่ยนจาก HTTPS เป็น HTTP นั่นเอง)    หรืออีกวิธีเหล่าร้ายจะส่ง certification ปลอมมาให้ เพื่อหลอกว่าเรากำลังเชื่อมต่อกับเว็บด้วย HTTPS แต่เราไม่ได้สังเกตเลยว่าคีย์ที่ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลนั้นได้มาจากเหล่าร้าย ซึ่งแน่นอนครับว่าเหล่าร้ายสามารถถอดรหัสและดูข้อมูลของเราได้

จากที่ยกตัวอย่างมานั้นเป็นเพียงตัวอย่างการโจมตีต่อข้อมูลของเราผ่านเครือข่ายไร้สายสาธารณะ ในส่วนต่อไป ผมอยากแนะนำวิธีการใช้งานระบบเครือข่ายไร้สายอย่างปลอดภัยดังต่อไปนี้
  1. พึงระลึกไว้เสมอว่าไม่มีที่ไหนปลอดภัย ถ้าหากต้องการทำใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีความสำคัญมาก เช่นทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ต ส่งเอกสารลับ ฯลฯ ให้หลีกเลี่ยงการใช้งานในเครือข่ายไร้สายสาธารณะ ให้กลับมาใช้งานอินเทอร์เน็ตจากที่บ้าน หรืออย่างน้อยให้ต่ออินเทอร์เน็ตจากโทรศัพท์มือถือของตนเอง
  2. พิจารณาชื่อจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณที่พบ เมื่อต้องการใช้งานระบบเครือข่ายไร้สายสาธารณะแล้วก็จำเป็นจะต้องรู้จักชื่อจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณที่พบ และสังเกตชื่อดีๆ อาจจะถามจากผู้ให้บริการก็ได้ อย่างไรก็ตามเหล่าร้ายก็อาจจะปลอมชื่อจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณก็ได้
  3. เมื่อเลิกใช้งานให้ลบรายชื่อจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณทิ้ง หลังจากหยุดเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย ให้ลบรายชื่อจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณออกจากเครื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานั้นเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติ เนื่องจากถ้าหากเราอยู่ในบริเวณที่มีจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณปลอม (ใช้ชื่อเดียวกับจุดเชื่อมต่อที่เราบันทึกไว้ก่อนหน้านี้แล้ว) เครื่องจะเชื่อมต่อทันที และมีความเสี่ยงที่เราจะถูกแอบดักขโมยข้อมูลด้วย
  4. เลือกใหม่ทุกครั้งเมื่อต้องการเชื่อมต่อกับจุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณเดิม ทุกครั้งที่ต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย ให้สังเกตดูว่าเป็นสิ่งผิดปกติหรือไม่ เช่นการเข้ารหัสเหมือนเดิมหรือไม่ (WEP หรือ WPA) เป็นต้น ถ้าหากไม่มีความผิดปกติ ก็ให้เลือกเชื่อมต่อด้วยตัวเองทุกครั้ง
  5. ไม่บันทึกรหัสผ่านหรือเปิดให้เข้าสู่ระบบในเว็บไซต์อย่างอัตโนมัติ เนื่องจากหากเราบันทึกรหัสผ่านสำหรับการเข้าสู่ระบบไว้ เมื่อเราเปิดหน้าเว็บนั้นขึ้นมา ข้อมูลการเข้าสู่ระบบของเราจะถูกส่งออกจากเครื่องโดยทันที หากเราหลงเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายของผู้ไม่หวังดี จะทำให้เขาสามารถได้ข้อมูลการเข้าสู่ระบบของเราได้อย่างง่ายดาย
  6. เลือกเข้าเว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัส (สังเกตจากชื่อเว็บไซต์ว่าต้องมี "HTTPS" หรือมีรูปแม่กุญแจล็อก) หรือติดตั้งโปรแกรมเสริมชื่อ "HTTPS Everywhere" บน Firefox และ Chrome (ดาวน์โหลดได้จาก https://www.eff.org/https-everywhere
  7. ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและอัพเดตสม่ำเสมอ
  8. อัพเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ
  9. ปิดการแชร์ไฟล์ เนื่องจากเมื่อเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายแล้ว ก็ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายเดียวกันกับเรานั้นสามารถมองเห็นเครื่องของเราได้ ถ้าหากเปิดแชร์ไฟล์ไว้ ก็อาจทำให้ผู้ไม่หวังดี ได้ข้อมูลของเราไปโดยง่าย
  10. เปิดไฟร์วอลล์ของเครื่อง โดยการเข้าไปใน Control Panel เลือก System and Security จากนั้นเลือก Windows Firewall ตามรูป
ส่วนเสริม
สำหรับคนที่เปิดใช้เครือข่ายไร้สายที่บ้าน ควรตั้งระดับความปลอดภัยของการเข้ารหัสข้อมูลที่จุดเชื่อมต่อกระจายสัญญาณให้เป็น WPA2 เท่านั้น (ห้ามใช้ OPEN หรือ WEP) เพื่อป้องกันการแอบถอดรหัสเพื่อดักฟังข้อมูล

Tuesday, August 28, 2012

ศิลปะไม่ได้สัมผัสด้วยสายตา

ภาพเหล่านี้คงแสดงถึงคำพูดที่ว่า "ศิลปะไม่ได้สัมผัสด้วยสายตา" 
ภาพจากเฟซบุคของโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดจังหวัดขอนแก่น

ผมเห็นภาพเหล่านี้แล้วทำให้ผมนึกถึงเรื่องตอนที่ผมเคยมีโอกาสไปทำบุญที่โรงเรียนการศีกษาคนตาบอดจังหวัดขอนแก่นช่วงก่อนวันแม่ ตอนนั้นผมไปกับพี่อ้อ (พี่อ้อเหมือนกับพี่สาว เพื่อน หรือบางครั้งเหมือนญาติผู้ใหญ่ เพราะพี่เขาคอยสอนคอยแนะนำการใช้ชีวิตและเรื่องต่างๆให้กับผม) ในช่วงขณะที่รอเจ้าหน้าที่เขียนใบเสร็จเงินทำบุญอยู่นั้น มีเด็กนักเรียนพิการทางสายตา 2 คน เดินจูงมือเข้ามาที่โต๊ะเจ้าหน้าที่ แล้วกล่าวว่า "คุณครูคะ พวกหนูจะมาซื้อกำไลค่ะ" ต้องบอกก่อนว่าที่ห้องอำนวยการที่ผมไปบริจาคเงินนั้นมีสินค้าขายเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือน้องๆ ไม่ว่าจะเป็นกำไลลูกปัดคริสตัล เสื้อยืด และอื่นๆ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า "ค่ะ พวกหนูอยากได้สีไหนหล่ะคะ" ผมได้ฟังดังนั้นก็คิดต่อไปอีกว่า แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าสีไหนสวยสีไหนไม่สวย แต่ก็ยังฟังต่อไปอีก "แล้วมีสีอะไรให้เลือกบ้างหล่ะคะ" เด็กนักเรียนพิการทางสายตาถามต่อ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ตอบอย่างใจดีพร้อมรอยยิ้มด้วยความเอ็นดูว่า "มีสีขาว สีเขียว สีฟ้า สีชมพู หนูอยากได้สีไหนคะ" "หนูขอลองสีขาวได้ไหมคะ" เด็กนักเรียนคนหนึ่งตอบพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตารอกำไลลูกปัดคริสตัลสีขาวราวกับว่าลุ้นดูสินค้าที่เลือกว่าจะงดงามเพียงใด หลังจากคุณครูใส่กำไลนั้นให้เด็กนักเรียนคนนี้ น้องคนนี้ก็ถามคุณครูว่า "เป็นไงบ้างคะ สวยมั้ยคะ" "สวยจังเลยค่ะ" คุณครูชื่นชมกำไลใหม่ที่น้องเขาใส่ หลังจากพิจารณาเล็กน้อยคุณครูเลยแนะนำว่า "ลองดูสีเขียวหน่อยดีมั้ยคะ น่าจะสวยนะ" น้องคนนี้ก็รับข้อเสนอแนะจากคุณครู พร้อมกับลองให้คุณครูใส่กำไลลูกปัดคริสตัลสีเขียวให้ "สีนี้ก็สวยเหมือนกันนะคะ" คุณครูชื่นชมความงามของกำไลที่อยู่บนแขนของน้องคนนี้ "คุณครูคะ แล้วสีไหนสวยกว่ากันคะ" น้องหันมาถามคุณครูอีกครั้ง คราวนี้คุณครูหันมาถามเจ้าหน้าที่ท่านอื่นพร้อมกับพวกเราด้วย "สีนี้เป็นยังไงบ้างคะ สวยเน๊อะ" เจ้าหน้าที่คนอื่นในห้องอำนวยการตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "สีเขียวสวยกว่า"​ ซึ่งผมก็เห็นด้วยในใจ (ไม่ได้ออกความเห็น) เจ้าหน้าที่ที่กำลังเขียนใบเสร็จให้เรานั้นก็หันมาเล่าให้พวกเราฟังว่า น้องคนนี้จะต้องไปอ่านทำนองเสนาะอาทิตย์หน้า (เนื่องด้วยงานอะไรก็ไม่รู้ผมจำไม่ได้) น้องเขาก็เลยอยากจะซื้อกำไลไปใส่ประดับ "ตกลงค่ะ หนูขอซื้อสีเขียวค่ะ" น้องตอบด้วยความมั่นใจพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความประทับใจกับกำไลชิ้นใหม่ที่จะซื้อ แต่พี่อ้อก็บอกว่า "คุณครูคะ เดี๋ยวดิชั้นจะซื้อกำไลให้เด็กๆเองค่ะ" น้ำเสียงของพี่อ้อที่ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความใจดีและความเมตตาที่อยากให้น้องๆมีความสุข "น้องๆคะ มีพี่ผู้ใจบุญเขาอยากซื้อกำไลให้น้องๆค่ะ ขอบคุณพี่ๆเขาหน่อยนะคะ" คุณครูที่เลือกกำไลให้เด็กๆบอกเด็กๆ "ขอบคุณมากๆนะคะ" น้องๆกล่าวคำขอบคุณด้วยสีหน้าที่ดีใจกว่าที่เลือกกำไลได้ แล้วน้องๆก็เดินกลับไปยังโรงอาหารเพื่อรอพวกเราไปแจกอาหารต่อไป เห็นไหมครับว่า "ความงดงามไม่ได้สัมผัสได้ด้วยสายตา แต่การเปิดใจรับรู้ความงดงามนั้นสำคัญกว่า"

Friday, July 27, 2012

สรุปบรรยายพิเศษ Mobile Device Management โดยอ.ไชยกร อภิวัฒโนกุล

ทำไมถึงสำคัญ
ปี 2012 จำนวนการใช้งานโทรศัพท์อัจฉริยะจะแซงหน้าคอมพิวเตอร์

เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายว่า
  1. เราได้ล็อกโทรศัพท์ของเราหรือไม่
  2. เราได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสในโทรศัพท์หรือไม่
  3. มีแอพพลิเคชั่นอะไรบ้างที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องบ้าง
  4. แอพเหล่านั้นไว้ใจได้หรือไม่
  5. ได้ทำการ รูต หรือเจลเบรก อุปกรณ์ของเราหรือไม่
งานวิจัยของไซแมนเทค โดยการทิ้งโทรศัพท์อัจฉริยะจำนวน 50 เครื่อง พร้อมทั้งโปรแกรมสำหรับเก็บข้อมูล (เหมือนสปายแวร์เลยหว่ะ) แล้วแทร็กดูว่าผู้ใช้ที่เก็บได้จะใช้โทรศัพท์เครื่องนี้ทำอะไรบ้าง ไปไหนบ้าง หรือเข้าโปรแกรมอะไรบ้าง ผลสรุปว่า
  • 43% คลิ๊กแอพที่ชื่อ online banking
  • 53% เปิดแอพชื่อ HR salaries
  • 57% เปิดไฟล์ชื่อ saved passwords
  • 60% เปิดแอพ social networking tools และ อีเมล์ส่วนตัว
  • 72% เปิดดูโฟลเดอร์ชื่อ private photos
  • 89% คลิ๊กอะไรที่ไม่ควรคลิ๊ก (พูดง่ายๆว่า ได้เครื่องมาก็เปิดทั้งหมด)
  • 50% หาเจ้าของเพื่อจะคืน
  • 30% ที่ NY หาเจ้าของคืน
  • 70% Ottawa หาเจ้าของคืน
ผลการศึกษาพบว่า
  • 50% ของโทรศัพท์อัจฉริยะไม่มีรหัสผ่านป้องกัน
  • ความสะดวกสบาย มักสวนทางกับ ความปลอดภัย เสมอ
  • 100% ของผู้ที่ทำโทรศัพท์หาย ไม่เคยคิดว่าโทรศัพท์จะหาย
  • หลังจากโทรศัพท์หาย 1 ครั้ง พฤติกรรมจะเปลี่ยน
ปัญหาที่เกิดขึ้น (The Common Fails)
  • สูญหาย Lost
  • ถูกขโมย Stolen
  • ลึมทิ้งไว้ Left unattended
  • ไม่มีรหัสผ่าน No passcode protect
  • เชื่อมต่อไวไฟอัตโนมัติตลอดเวลา Full time WiFi on and with "Auto connect"
  • ฟรีไวไฟ Free WiFi lovers
  • แอพพลิเคชั่นที่ติดตั้ง Lots of apps (trusted/untrusted)
  • เปิดระบุพิกัดสถานที่ปัจจุบัน Location service
  • มีป๊อบอัพก็คลิ๊กหมด Just click (คนไทยเห็นอะไรก็ตอบ Yes หมด)
สปายโฟน
มีฟีเจอร์ของสปายโฟนที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการแอบดักฟังโทรศัพท์ ข้อมูลsms ข้อมูลรายชื่อ (อาจถูกขโมยผ่านบลูทูธได้) และมีบริษัท Carrier IQ ฝังไว้ในโทรศัพท์ก่อนออกขายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บข้อมูล แต่สุดท้ายก็พบว่ามีการแอบเก็บรหัสผ่านของผู้ใช้งานด้วย
ประเทศชั้นนำจะต้องถูกตรวจสอบซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้ก่อน ด้วย The Common Criteria ISO/IEC 15408 จึงจะนำไปใช้ได้

EXIF + GEOTAG
Mobile device + Camera + GPS + Social media = EXIF Meta Data
มีความเสี่ยงคือ
  • อาจถูกติดตามได้จากใครก็ได้
  • มิจฉาชีพ ผู้ไม่หวังดี
  • ขบวนการค้ามนุษย์
นำข้อมูลมาใช้งานคู่กับ Google map และ Street view
****ในไอโฟนจะมีไฟล์ชื่อ consolidated.db เพื่อเก็บข้อมูลว่าเราไปไหนมาบ้าง

SSL Strip เป็นกาดักอยู่ตรงกลางเพื่อเปลี่ยนใรห้การเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส SSL ให้เป็นข้อมูลเปล่าๆได้
  • https > http
  • https (without awareness) = http
  • Man-in-the-Middle Attack
Socialcam สำหรับผู้ที่ชอบแชร์วีดีโอ แล้วบอกเพื่อนเราว่าเรากำลังดูวีดีโออะไรอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องติดตั้งแอพของมันกันเพื่อดูวีดีโอวาบหวิว และแอพนี้ยังมีให้ติดตั้งบนโทรศัพท์มือถือแล้วยังส่ง SMS ไปยังเพื่อนในคอนแท็กของเราเพื่อชักชวนให้มาเล่น Socialcam ทำให้เราเสียเงินค่าส่ง

Smart TV เหตุเกิดจากในรัฐสภาที่มีการโชว์ภาพโป๊บนทีวี ใช้เทคโนโลยี DLNA

ปัญหาของการใช้อุปกรณ์สื่อสารขององค์กรคือ ข้อมูลขององค์กรอยู่ในอุปกรณ์ส่วนตัว พอมีหลายอุปกรณ์ต้องการเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน จึงทำให้เกิดคลาวด์ ถึงแม้ว่าองค์กรซื้อเครื่องให้พนักงาน พนักงานก็จะนำเครื่องนี้ไปใช้งานส่วนตัวด้วยเช่นกัน ดังนั้นประเด็น BYOD จึงเกิดขึ้นมา

Consumerization ทำการศึกษาวิจัยว่าใน 600 บริษัทชั้นนำในสหรัฐ​ เยอรมัน และญี่ปุ่น มีองค์กรใดบ้างที่อนุญาตให้พนักงานใช้อุปกรณ์ส่วนตัวกับงานที่ทำอยู่ พบว่า มีถึง 56% ที่อนุญาต แบ่งเป็น US 75% ส่วนญีุ่่ปุ่นระวังเรื่องนี้มากจึงอนุญาติเพียงแค่ 36% เท่านั้น

ดังนั้นองค์กรควรจะมีนโยบายควบคุมอุปกรณ์สื่อสารที่ทำการเชื่อมต่อกับทรัพยากรขององค์กร

แต่ก่อนโทรศัพท์มือถือมีไว้แค่เพื่อความบันเทิง แต่ปัจจุบันโทรศัพท์นั้นถูกนำมาใช้ในธุรกิจ


ทางออกหรือวิธีการที่จะนำมาใช้ป้องกัน
เริ่มจาก
  • ลองดูว่าองค์กรเราเป็นอย่างไร
  • มีผลกระทบอะไรบ้างถ้าหากไม่มีการควบคุม
  • รับผลกระทบเหล่านั้นได้หรือไม่
  • กำหนดนโยบาย (นโยบายขององค์กร มาตรฐานที่นำมาใช้ และเครื่องมือจะช่วยวิเคราะห์หาอุปกรณ์)
การควบคุม แบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้
Administrative control (นโยบายขององค์กร มาตรฐานหรือไกด์ไลน์ที่นำมาใช้ และเครื่องมือจะช่วยวิเคราะห์หาอุปกรณ์) 
Physical control (ใช้เครื่องมือ)
Logical Control (ใช้เครื่องมือ)

ใน ISO27001 มีประเด็นดังนี้
  • A.7 Asset management 
    • A.7.2 Information classification จำกัดประเภทของข้อมูลที่จะถูกเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สื่อสารนั้นๆ
  • A.9 Physical and environmental security
    • A.9.2 Equipment security
    • A.9.2.5 Security of equipment off-premises อุปกรณ์ไม่ได้ควบคุมเรื่องวิธีการจัดเก็บ หรือตั้งอยู่
    • A.9.2.6 Secure disposal or re-use of equipment ถ้าหากเปลี่ยนอุปกรณ์สื่อสาร ได้มีการควบคุมข้อมูลที่อยู่ในนั้นก่อนขาย หรือเปลี่ยนผู้ถือครองก่อนหรือไม่
  • A.11 Access control
    • A.11.7 Mobile computing and teleworking 
    • A.11.7.1 Mobile computing and communications
    • A.11.7.2 Teleworking
เครื่องมือที่จะใช้ในการควบคุม เทคโนโลยีชื่อ MDM - Mobile Device Management 
โดยที่ End-to-End ให้ความทำการเผ้าระวัง (Monitor) ควบคุม (Control) และป้องกัน (Protect) 4 เลเยอร์ดังต่อไปนี้
  • Device ดูว่าติดตั้งระบบปฏิบัติการอะไร เจลเบรกหรือรูตหรือไม่
  • Application ดูว่ามีแอพใดบ้างติดตั้งในเครื่องนี้บ้าง หรือแอพอะไรบ้างที่อนุญาตให้รันหรือไม่ในองค์กรได้
  • Network ดูว่าเชื่อมต่อที่ไหน ที่บ้านที่ทำงาน ร้านกาแฟ
  • Data ข้อมูลที่จะต่อนั้นมีข้อมูลอะไรบ้างที่สามารถดูได้
Lifecycle ของการบริหารจัดการอุปกรณ์มือถือ
Configure (จัดเตรียมและติดตั้งระบบให้ปลอดภัย) -> Provision -> Secure -> Support (เมื่อมีปัญหาขึ้นต้องให้ความใส่ใจในการแก้ไข) -> Monitor -> Decommission​ (ถ้าเลิกใช้ หรือพนักงานลาออกแล้วจะจัดการอะไรกับอุปกรณ์ชิ้นนั้น) แล้ววนกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่

Wednesday, July 25, 2012

วิวัฒนาการของกลอนประตู

วันนี้ผมไปเจอรูปมาก็เลยนำมาฝากกัน จำแหล่งที่มาไม่ได้แล้วครับ ลืมเซฟไว้ ถ้าผมเจอแล้วจะบอกอีกทีนะครับ

Thursday, July 12, 2012

ประวัติศาสตร์ไวรัสคอมพิวเตอร์

ภาพนี้ผมสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2546 สมัยนั้น ThaiCERT ยังอยู่ภายใต้ NECTEC บทความนี้เป็นบทความที่ผมภูมิใจมากที่สุดบทความหนึ่ง