Showing posts with label encyclopedia. Show all posts
Showing posts with label encyclopedia. Show all posts

Friday, April 06, 2012

ภัยจากการทำลายหรือก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์

อีกจุดมุ่งหมายหนึ่งของอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์ คือการทำให้ระบบได้รับความเสียหาย อาจจะทำลายโครงสร้างข้อมูล หรือแม้กระทั่งฮาร์ดแวร์ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการก่อกวนระบบเพื่อไม่ให้ระบบทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจนบางครั้งอาจทำให้ระบบไม่สามารถให้บริการอีกได้ ตัวอย่างของการทำลายและก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์ได้แก่

การปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service - DoS) เป็นวิธีการขัดขวางหรือก่อกวนระบบเครือข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ จนทำให้ระบบเครือข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์นั้นๆไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ซึ่งการโจมตีด้วยวิธีการปฏิเสธการให้บริการนั้นโดยทั่วไปจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการบริโภคหรือใช้งานทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์หรือระบบเครือข่ายที่เป็นเป้าหมายให้หมด ทรัพยากรนี้ได้แก่ หน่วยความจำ (Memory) หน่วยประมวณผลกลาง (CPU) หรือ แบนด์วิธ (Bandwidth) เป็นต้น ตัวอย่างการโจมตีประเภทการปฏิเสธการให้บริการ เช่น การส่งข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจจะเป็นการร้องขอใช้บริการจากเซิร์ฟเวอร์หรือส่งอีเมล์จำนวนมากเข้าไปยังระบบเครือข่ายหรือเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมาย ซึ่งเป็นการบริโภคทรัพยากรของระบบเครือข่ายหรือคอมพิวเตอร์นี้จนหมดและต้องหยุดการให้บริการในที่สุด จากรูปที่ 1หากเปรียบเทียบเส้นลูกศรสีแดงแทนปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ถูกส่งเพื่อทำการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ในเวลาเดียวกัน
รูปที่ 1 แสดงเทคนิคการโจมตีแบบการปฏิเสธการให้บริการแบบปกติ

การปฏิเสธการให้บริการแบบกระจาย (Distributed Denial of Service - DDoS) มีลักษณะการทำงานเหมือนการปฏิเสธการให้บริการแบบปกติ แต่มีข้อแตกต่างกันที่จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางที่ใช้โจมตีนั้นมีมากกว่า 1 เครื่องและทำการโจมตีในเวลาพร้อมๆกัน ดังรูปที่ 2 โดยทั่วไปแล้วอาชญากรจะแอบลักลอบติดตั้งโปรแกรมประเภทบ็อตเน็ต (Botnet) ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อจำนวนมาก และเครื่องเหล่านี้จะรอรับคำสั่งจากอาชญากรเพื่อโจมตีระบบเครือข่ายของเป้าหมายต่อไป (หลายละเอียดของบ็อตเน็ต จะอธิบายด้านล่างต่อไป)
รูปที่ 2 แสดงการโจมตีการปฏิเสธการให้บริการแบบกระจาย

มัลแวร์ (Malware) มาจากคำว่า Malicious Software แปลตามตัวได้ว่า "ซอฟต์แวร์ประสงค์ร้าย" กล่าวคือ เป็นซอฟต์แวร์ใดๆก็ตามที่พยายามเชื่อมต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเข้าไปใช้สิทธิ์โดยปราศจากการขออนุญาต และทำให้เกิดผลเสียหายตามมา เช่นทำลายข้อมูล ขโมยข้อมูล หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกคุกคามนี้ทำงานตามความต้องการ เป็นต้น มัลแวร์ถูกแบ่งได้หลายประเภทขึ้นอยู่ลักษณะการทำงานและอันตรายที่เกิดขึ้น ซึ่งมีตัวอย่างดังต่อไปนี้
  • ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งที่ถูกออกแบบมาให้สามารถแพร่กระจายตัวเองจากไฟล์หนึ่งไปยังไฟล์อื่นๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยปกติแล้วไวรัสคอมพิวเตอร์ไม่สามารถแพร่กระจายจากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องอาศัย "ไฟล์พาหะ หรือ host file" เป็นไฟล์ที่ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่ ซึ่งไฟล์พาหะนี้จะถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ ผ่านทางสื่อต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น อีเมล์ การแชร์ไฟล์ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งสื่อบันทึกต่างๆ ได้แก่ ดิสก์เก็ต (Disket) หรือไดร์ฟยูเอสบี (USB drive) ได้ เป็นต้น
รูปที่ 3 แสดงภาพการ์ตูนของไวรัสคอมพิวเตอร์
(ออกแบบโดย นายณัฐพงษ์ แสงเลิศศิลปชัย)
  • หนอนอินเทอร์เน็ต (Internet Worm) เป็นสิ่งมีชีวิตในโลกไซเบอร์ที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันเป็นอย่างมาก หนอนอินเทอร์เน็ตเป็นโปรแกรมเล็กๆที่มีความสามารถที่จะแพร่กระจายในะระบบเครือข่ายได้ด้วยตัวมันเอง กล่าวคือไม่จำเป็นต้องอาศัยไฟล์พาหะในการแพร่กระจายเหมือนไวรัสคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับหนอนผลไม้ทางชีวภาพที่สามารถเคลื่อนที่จากผลไม้ลูกหนึ่งไปยังผลไม้อีกลูกหนึ่งได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยพาหะพาไป หนอนอินเทอร์เน็ตอาจจะส่่งตัวเองผ่านทางอีเมล์ แพร่กระจายผ่านทางช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ หรือช่องทางอื่นๆผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ดังนั้นหนอนอินเทอร์เน็ตจึงมีอัตราการแพร่กระจายสูงและสร้างความเสียหายรุนแรงกว่าไวรัสคอมพิวเตอร์อย่างมาก
รูปที่ 4 แสดงภาพการ์ตูนของหนอนอินเทอร์เน็ต
(ออกแบบโดย นายณัฐพงษ์ แสงเลิศศิลปชัย)
  • ม้าโทรจัน (Trojan horse) ชื่อที่คุ้นหูจากมหากาพย์เมืองทรอยในอดีตของโฮมเมอร์ ถูกนำมาใช้เป็นชื่อของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเสียหายต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยตรงเฉกเช่นเดียวกับไวรัสคอมพิวเตอร์และหนอนอินเทอร์เน็ต แต่ม้าโทรจันถูกออกแบบมาให้แฝงตัวเองเข้าไปในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างๆ และมีเจตนาทำสิ่งที่เหยื่อคาดไม่ถึง ดังต่อไปนี้ เช่น
    • ทำลายข้อมูลสำคัญที่ถูกเก็บอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ
    • เปิดประตูลับหรือ Back door เพ่ือให้แฮกเกอร์สามารถกลับเข้ามาในระบบได้อีก
    • ดักจับหรือขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ เช่นรหัสผ่านเข้าสู่ระบบต่างๆ เลขที่บัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งปุ่มแป้นพิมพ์ที่เหยื่อกด เป็นต้น จากนั้นจะส่งข้อมูลความลับเหล่านี้กลับไปยังผู้ประสงค์ร้าย เพื่อที่คนร้ายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป
    • ทำการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อสู่อินเทอร์เน็ต เพื่อให้แฮกเกอร์หรือมัลแวร์อื่นๆ สามารถเชื่อมต่อและทำอันตรายเครื่องคอมพิวเตอร์นี้ได้ รวมทั้งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบุกรุกระบบอื่นต่อไปอีกด้วย
    ม้าโทรจันแตกต่างจากไวรัสคอมพิวเตอร์และหนอนอินเทอร์เน็ตที่ม้าโทรจันนั้นไม่สามารถทำสำเนาตัวเองและแพร่กระจายตัวเองได้ แต่ม้าโทรจันส่วนใหญ่จะแอบแฝงมากับซอฟต์แวร์หลากหลายรูปแบบเช่น เกมส์ การ์ดอวยพร หรือซอฟต์แวร์ผิดลิขสิทธิ์ต่างๆ เป็นต้น โดยซอฟต์แวร์เหล่านี้จะมีลักษณะเชิญชวนหรือหลอกล่อให้เหยื่อหลงเชื่อและดาวน์โหลดมาติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อโดยไม่ทันระวังตัว
รูปที่ 5 แสดงภาพการ์ตูนของม้าโทรจัน
(ออกแบบโดย นายณัฐพงษ์ แสงเลิศศิลปชัย)
  • ระเบิดเวลา (Logic bomb) เป็นโปรแกรมหรือส่วนของโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นในซอฟต์แวร์ใดๆก็ตามโดยมีเป้าหมายในการทำลายข้อมูลตามเงื่อนไขที่ผู้เขียนโปรแกรมระเบิดเวลาตั้งขึ้น เช่นวันที่ การกดปุ่มบนแป้นพิมพ์ หรือเงื่อนไขตามพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ เป็นต้น ซึ่งลักษณะการทำงานดังกล่าวคล้ายกับการทำงานของระเบิดเวลานั่นเอง
  • บ็อตเน็ต (Botnet) ย่อมาจาก Robot Network โดย บ็อต (Bot) เป็นโปรแกรมขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งไว้แล้วรอรับคำสั่งของผู้ติดตั้งบ็อต คล้ายกับการสั่งการหุ่นยนต์ให้ทำงานตามคำสั่งนั่นเอง ปกติบ็อตนั้นเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างมาช่วยให้ผู้ติดตั้งนั้นสามารถทำงานบางอย่างโดยอัตโนมัติได้ แต่อาชญากรจึงได้นำลักษณะเด่นนี้มาสร้างบ็อตที่มุ่งประสงค์ร้ายต่อเป้าหมาย ซึ่งเมื่อโปรแกรมบ็อตเหล่านี้ถูกแอบติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเหล่านี้จะกลายเป็น"เครื่องคอมพิวเตอร์ผีดิบ (Zombie machine)" ที่สามารถถูกสั่งให้ทำงานตามคำสั่งของ "ผู้ควบคุมบ็อต (Bot master หรือ Command and Control - C&C)" และเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ผีดิบเหล่านี้เชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก็จะกลายเป็นเครือข่ายของบ็อตจำนวนมหาศาล และนี่จึงเป็นที่มาของคำว่า "บ็อตเน็ต" บ็อตเน็ตสามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบเครือข่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้ควบคุมบ็อตเน็ตสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ผีดิบที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนเองจำนวนมหาศาลส่งข้อมูลโดยพร้อมเพรียงกันไปยังเซิร์ฟเวอร์เป้าหมาย ทำให้เซิร์ฟเวอร์เป้าหมายไม่สามารถรองรับข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ในเวลาเดียวกันจนส่งผลให้เซิร์ฟเวอร์ต้องหยุดให้บริการ และเทคนิคการโจมตีแบบนี้คือการปฏิเสธการให้บริการแบบกระจาย หรือ Distributed Denial of Service - DDoS 

Wednesday, April 04, 2012

รู้ทันเทคนิคการขโมยข้อมูล

ข้อมูลจัดได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่าอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่อาชญากรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายจึงมีความต้องการสิ่งที่มีค่าเหล่านี้ อาจจะเพื่อนำไปใช้แอบอ้างเป็นตัวเหยื่อแล้วก็ขโมยทรัพย์สินมีค่าอื่นๆต่อไป หรือแม้กระทั่งการนำข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อไปขายต่อในตลาดมืดก็เป็นได้ ดังนั้นอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์จึงได้คิดค้นวิธีการขโมยข้อมูลแบบต่างๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

การดักฟังข้อมูล (sniffing หรือ eavesdropping) วิธีการที่ง่ายที่สุดในการขโมยข้อมูลคือการแอบดักฟังการสนทนา อาจจะเป็นการแอบดักฟังเสียงคนคุยกันหรือทางโทรศัพท์ รวมไปถึงการดักฟังข้อมูลที่ถูกส่งอยู่ในระบบเครือข่าย แต่แท้จริงแล้วการดักฟังนี้เป็นเหมือนดาบสองคม กล่าวคือถ้าหากเจ้าหน้าที่ดูแลระบบเครือข่ายใช้ก็อาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายระบบเครือข่ายของตัวเองได้ แต่หากเป็นอาชญากรแล้วก็อาจจะใช้เทคนิคนี้ในการล้วงดูข้อมูลที่เหยื่อส่งในระบบเครือข่ายก็ได้ ซึ่งทำให้เหยื่ออาจจะสูญเสียรหัสผ่าน ข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ หรือแม้กระทั่งทราบว่าเหยื่อกำลังทำอะไรอยู่ในระบบเครือข่ายได้

รูปที่ 1 แสดงเครื่องมือที่ใช้ในการดักฟังข้อมูลทางระบบเครือข่าย 
แบบทั้งที่เป็นซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์


การปลอมตัวเพื่อขโมยข้อมูล (social engineering) วิธีการปลอมตัวแบบ Social Engineering นี้เป็นเทคนิคค่อนข้างสูง ซึ่งอาชญากรจะต้องปลอมตัวเป็นบุคคลากรขององค์กรที่จะต้องทำให้คนอื่นๆในองค์กรไม่สงสัย และไม่ทันระวังตัว เช่น อาจจะปลอมตัวเป็นพนักงานขององค์กรนั้น พนักงานทำความสะอาด หรือแม้กระทั่งพนักงานซ่อมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เพื่อที่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆภายในองค์กรนั้นๆได้อย่างง่ายดาย เช่นในบางกรณีของการปลอมเป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์แล้วขอรหัสผ่านของเซิร์ฟเวอร์โดยหลอกว่าจะใช้นำไปเพื่อเปิดเครื่องเพื่อซ่อมแซมเซิร์ฟเวอร์ต่อไป หรือการปลอมตัวเป็นพนักงานทำความสะอาดที่ซึ่งสามารถเดินเข้าออกภายในห้องสำนักงานต่างๆได้ เป็นต้น มีภาพยนตร์เรื่อง "Catch me if you can" ที่อธิบายถึงการปลอมตัวแบบ Social Engineering ได้อย่างดี ซึ่งตัวเอกของเรื่องปลอมตัวเป็นบุคคลสายอาชีพต่างๆ เช่นนักบิน แพทย์ และพนักงานธนาคาร เป็นต้น ดังรูปที่ 2

รูปที่ 2 ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง "Catch me if you can" ในฉากที่ตัวเอกปลอมตัวเป็นนักบิน
ภาพประกอบจาก http://www.virginmedia.com/ 

ฟิชชิง (phishing) เป็นเทคนิคการหลอกลวงโดยอาชญากรจะสร้างหน้าเว็บปลอมของธนาคาร สถาบันการเงิน หรือร้านค้าออนไลน์ขึ้นมา โดยหน้าเว็บดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับเว็บต้นฉบับอย่างมาก จนบางครั้งถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่เห็นความแตกต่าง หลังจากนั้นเหล่าอาชญากรจะส่งอีเมล์สแปมให้เหยื่อบอกว่าบัญชีของเหยื่อมี ปัญหา ให้เหยื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ปลอมเพื่ออัพเดตข้อมูลบัญชีธนาคารของเหยื่อ หากเหยื่อหลงเชื่อและกรอกข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อลงในเว็บไซต์ปลอมจะทำให้ เหยื่อสูญเสียข้อมูลการเข้าถึงเว็บไซต์ที่แท้จริงของธนาคาร และบางครั้งอาจจะถูกสวมรอยทำธุรกรรมด้านการเงินของเหยื่อได้

รูปที่ 3 ตัวอย่างของเว็บฟิชชิงที่เลียนแบบเว็บไซต์ของธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศบราซิล

วิชชิง (Vishing) เป็นศัพท์ทางเทคนิคที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แต่คนส่วนใหญ่มักรู้จักอาชญากรรมรูปแบบนี้ว่าเป็น "แก๊งค์คอลล์เซ็นเตอร์"  คำว่า "วิชชิง (Vishing)" เป็นคำผสมระหว่าง Voice และ Phishing ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจึงมีความหมายเป็นการขโมยข้อมูลโดยใช้เทคนิคของการปลอมตัวแบบ Social Engineering ที่อาศัยการสื่อสารด้วยเสียงในการหลอกลวง ซึ่งคนร้ายจะปลอมตัวแล้วติดต่อเหยื่อทางโทรศัพท์เพื่อหลอกลวงถามข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อหรือหลอกล่อให้เหยื่อดำเนินการตามความต้องการของอาชญากรได้ โดยเทคนิคที่ใช้หลอกลวงนั้นได้แก่ แจ้งว่าเหยื่อเป็นหนี้บัตรเครดิต แจ้งว่าเหยื่อได้รับรางวัล หรือแจ้งว่าเหยื่อกำลังหลบหนีคดีอยู่ เป็นต้น

การคุ้ยขยะ (Dumpster diving) โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะไม่สนใจว่ามีใครมาทิ้งอะไรบ้างในถังขยะ แต่ทราบหรือไม่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะทิ้งกระดาษข้อมูลส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต ใบแจ้งค่าบริการต่างๆ หรือแม้กระทั่งเอกสารสำคัญต่างๆ โดยที่ไม่ได้ทำลายเอกสารดังกล่าวก่อน ซึ่งเอกสารสำคัญต่างๆนั้นจะมีข้อมูลส่วนบุคคลของเรามากมาย ยกตัวอย่างเช่น ใบแจ้งยอดการใช้บัตรเครดิต ก็มีทั้งเลขที่บัตรเครดิต ชื่อ-นามสกุล วงเงิน ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่จำเป็นที่จะใช้ยืนยันตัวเจ้าของบัตรกับทางธนาคารทั้งสิ้น ดังนั้นอาชญากรอาจจะได้ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อได้จากการคุ้ยถังขยะหน้าบ้านหรือสถานที่ที่เหยื่ออาศัยอยู่ก็ได้



Tuesday, April 03, 2012

การปลอมแปลงระบบหรือข้อมูลและการสวมรอยเป็นบุคคลอื่น

การปลอมแปลงระบบหรือข้อมูลนั้นเป็นกระบวนการหนึ่งที่เหล่าอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์ใช้ในการอำพรางตัวเอง จากระบบตรวจจับผู้บุกรุกหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ที่กำลังแกะรอยเหล่าวายร้ายเหล่านี้ ซึ่งการปลอมนั้นก็มีหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการล่อลวงดังนี้

การปลอมอีเมล์ (Email spoofing) เป็นการสร้างอีเมล์โดยแอบอ้างว่าส่งจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อาจจะหลอกว่าส่งจากบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือหลอกว่าถูกส่งมาจากคนที่เหยื่อรู้จัก เพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อและทำตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในอีเมล์ต่อไปได้ ซึ่งการปลอมอีเมล์นี้อาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อหลอกให้เหยื่อเสียทรัพย์ เพื่อส่งอีเมล์สแปม หรือเพื่อใช้เพื่อหลอกถามข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อได้ วิธีการปลอมอีเมล์นั้นทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายและได้รับความนิยมมากที่สุดคือการเชื่อมต่อด้วยคำสั่ง telnet ไปยังพอร์ตหมายเลขที่ 25 หรือบริการสำหรับส่งเมล์ - SMTP (Simple Mail Transfer Protocol) ซึ่งถ้าหากระบบผู้ให้บริการส่งอีเมล์เปิดระบบการส่งอีเมล์แบบรีเลย์ (Relay) ก็จะทำให้นักเจาะระบบสามารถใช้วิธีการปลอมอีเมล์นี้ส่งอีเมล์ปลอมไปหาใครก็ได้ จากรูปที่ 1 อาชญากรอิเล็กทรอนิกส์นั้นอาศัยเซิร์ฟเวอร์ sample.com ส่งอีเมล์ปลอมต่อไปยัง victim@yahoo.com ที่เป็นอีเมล์ต่างโดเมนกัน ซึ่งเมล์เซิร์ฟเวอร์โดยทั่วไปนั้นไม่ควรอนุญาตให้ส่งต่อไปยังโดเมนภายนอกได้

รูปที่ 1 แสดงลักษณะการทำรีเลย์ของเมล์เซิร์ฟเวอร์

การปลอมแมคและไอพี (Mac and IP address spoofing) แมคแอดเดรส เป็นหมายเลขประจำตัวของการ์ดแลนแต่ละใบ มีลักษณะเป็นชุดข้อมูล 6 ชุด แต่ละชุด มีค่าตั้งแต่ 00 - FF ซึ่งข้อมูล 3 ชุดด้านหน้าใช้ระบุบริษัทที่ผลิตการ์ดแลนนั้นๆ ส่วนไอพีแอดเดรสนั้นเป็นหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งมีลักษณะ เป็นเลข 4 ชุด แต่ละชุดมีค่าตั้งแต่ 0-255 และมีจุดคั้นระหว่างตัวเลขแต่ละชุด ดังนั้นการปลอมแมคและไอพีนั้นเองก็เป็นอีกวิธีที่อาชญากรอิเล็กทรอนิกส์นิยมใช้เพื่อปิดบังอำพรางตัวเองมิให้เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยและตามจับได้สำเร็จ และยังอาจมีจุดประสงค์เพื่อจะลักลอบเข้าไปใช้งานระบบอื่นๆโดยเสมือนกับเป็นบุคคลภายในระบบเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้การปลอมแมคและไอพียังสามารถนำมาใช้เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อหลงเชื่อว่านี่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการเชื่อมต่อจริงๆ และส่งข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อมาให้ก็เป็นได้ ซึ่งจากรูปที่ 2 เป็นตัวอย่างผลการปลอมหมายเลขแมคแอดเดรส ให้เป็นค่า AA-AA-AA-AA-AA-AA

รูปที่ 2 แสดงผลการปลอมแมคแอดเดรส

การสวมรอยเป็นบุคคลอื่น (Impersonation) ในโลกของอินเทอร์เน็ตเราสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากเป็น ซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างจากโลกความเป็นจริง หรือแม้กระทั่งอยู่ในจินตนาการก็ตาม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าบ่อยครั้งจะเห็นในข่าวว่ามีการใช้ชื่อปลอมเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง อาจจะด้วยต้องการเลียนแบบบุคคลที่ชื่นชอบ หรือเพื่อจงใจอาศัยชื่อเสียงของบุคคลเหล่านี้ล่อลวงผู้อื่น เช่นมีคนสร้างบัญชีในเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social media) โดยใช้ชื่อของดารานักร้องที่มีชื่อเสียง จากนั้นก็หลอกลวงให้เหยื่อบริจาคเงินให้ตัวเอง นอกนี้การสวมรอยเป็นบุคคลอื่นอาจจะทำเพื่อทำลายชื่อเสียงของบุคคลนั้น หรือทำเพื่อใช้ในการแอบขโมยทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลต่างๆ เป็นต้น การหลอกลวงนี้จะคล้ายๆกับการทำ Social engineering ซึ่งขอกล่าวในบทถัดไป

Monday, April 02, 2012

การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต (Unauthorized Access)

การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต (Unauthorized Access) หมายถึง การใช้คอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยปราศจากสิทธิ์หรือการขออนุญาต ซึ่งส่วนมากจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำกิจกรรมบางอย่างที่ผิดกฎระเบียบของกิจการหรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย


ภาพประกอบจาก http://www.thenewnewinternet.com/


การเจาะระบบ (hacking) เป็นการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอื่นๆ โดยใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ หรือเพื่อก่อกวนให้ระบบนั้นทำงานผิดพลาด และใช้งานไม่ได้อีกด้วย การเจาะระบบนี้มีด้วยกันหลากหลายวิธีและไม่ได้เจาะจงวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ดูเพียงผลสุดท้ายของการกระทำที่จงใจให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ

การเดารหัสผ่านแบบถึก (Brute force) เป็นการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีการป้องกันด้วยรหัสผ่าน แต่เนื่องจากผู้กระทำผิดนี้ไม่ทราบรหัสผ่านของเหยื่อ จึงทำการเดารหัสผ่าน ซึ่งวิธีการเดารหัสผ่านแบบถึกนี้ เป็นวิธีการเดารหัสผ่านที่ไม่ต้องใช้เทคนิคพิเศษ เพียงแค่เรียงลำดับตัวอักษรตามความเป็นไปได้ทั้งหมดเท่านั้นเอง กล่าวคือ จากรูปที่ 1 ผู้กระทำผิดอาจจะเดาจาก aaa, aab, aac, .... ไล่ไปเรื่อยๆ จนพบรหัสผ่านที่สามารถจะเข้าไปยังบัญชีของเหยื่อได้ ดังนั้นการเดารหัสผ่านด้วยวิธีนี้จำเป็นจะต้องใช้การประมวณผลของหน่วยประมวณผลกลาง (ซีพียู หรือ CPU) อย่างมาก ดังนั้นถ้าหากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเดารหัสผ่านแบบถึกนี้มีหน่วยประมวณผลกลางที่มีความเร็วสูง ก็จะสามารถค้นหารหัสผ่านพบได้เร็วขึ้นด้วย

 
รูปที่ 1 แสดงกระบวนการเดารหัสผ่านแบบถึก

การเดารหัสผ่านด้วยพจนานุกรม (Dictionary Attack) เนื่องจากการเดารหัสผ่านแบบถึกนั้นจำเป็นจะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างไรก็ตามก็ยังต้องใช้เวลานานมากกว่าจะค้นพบรหัสผ่าน ถ้าหากรหัสผ่านมีจำนวนตัวอักษรมาก อาจจะต้องใช้เวลาค้นหาเป็นปี แต่โดยทั่วไปแล้วคนทั่วไปจะตั้งรหัสผ่านโดยใช้คำที่มีความหมายเนื่องจากคำเหล่านี้ง่ายต่อการจดจำ ดังนั้นผู้กระทำผิดจึงมีคลังคำศัพท์ที่เหยื่อส่วนใหญ่อาจจะใช้ในการตั้งรหัสผ่าน หรืออาจจะนำคำที่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรม เพื่อมาใช้ในการเดารหัสผ่านของเหยื่อได้ จากรูปที่ 2 แสดงลักษณะการเดารหัสผ่านโดยนำคำมาจากคลังคำศัพท์มาใช้


รูปที่ 2 แสดงลักษณะการเดารหัสผ่านด้วยคำที่อยู่ในคลังคำศัพท์

การชนกันของแฮช (Hash collision) เนื่องด้วยระบบการจัดเก็บรหัสผ่านของระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะไม่ได้เก็บข้อมูลรหัสผ่านตรงๆ แต่จะผ่านกระบวนการในการเข้ารหัสด้วยวิธีการแฮช (Hash) ซึ่งจะทำให้รหัสผ่านที่ถูกจัดเก็บนั้นไม่สามารถถูกอ่านได้ อีกทั้งการแฮชนั้นเป็นการเข้ารหัสแบบทางเดียว กล่าวคือสามารถแปลงข้อมูลจากข้อมูลธรรมดาเป็นข้อมูลเข้ารหัสได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถแปลงกลับจากข้อมูลที่เข้ารหัสให้เป็นข้อมูลธรรมดาได้ และในกระบวนการพิสูจน์ตัวตน (Authentication) ผู้ใช้งานจะป้อนรหัสผ่านที่เป็นข้อมูลธรรมดา แล้วระบบจะแปลงให้เป็นค่าแฮชและนำไปเปรียบเทียบกับค่าแฮชของรหัสผ่านที่ถูกเก็บไว้อยู่ในระบบ ถ้าค่าแฮชทั้งสองตรงกันก็จะอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใช้งานได้ แต่อย่างไรก็ตามการทำแฮชนั้นยังมีจุดอ่อนที่มีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลธรรมดา 2 ชุดข้อมูลจะแปลงได้ค่าแฮชที่ตรงกัน ค่าแฮชที่ตรงกันนี้เรียกว่าเกิดการชนกันของแฮช (Hash collision) นั่นเอง

รูปที่ 3 แสดงลักษณะการชนกันของแฮช

ตารางสายรุ้ง (Rainbow table) เนื่องจากระบบการจัดเก็บรหัสผ่านนั้นเก็บด้วยค่าแฮช และยังอาจเกิดการชนกันของแฮช ดังนั้นจึงมีนักเจาะระบบคิดค้นวิธีการเจาะระบบด้วยการนำจุดอ่อนของการชนกันของแฮชมาใช้ในการสร้างตารางสายรุ้ง ที่จะเก็บค่าของแฮชและค่าของข้อมูลธรรมดาที่ถูกใช้เป็นรหัสผ่าน ซึ่งนักเจาะระบบจะขโมยค่าแฮชของรหัสผ่านที่ถูกจัดเก็บไว้ในระบบออกมา แล้วนำค่าแฮชมาเปรียบเทียบถ้าหากมีค่าแฮชใดในตารางสายรุ้งตรงกับค่าแฮชของรหัสผ่าน นักเจาะระบบก็จะนำค่ารหัสผ่านไปใช้ในการเข้าสู่ระบบของเหยื่อได้เลย การเจาะระบบด้วยวิธีนี้จะอาศัยจุดอ่อนของการชนกันของแฮช ดังรูปที่ 4 จะเห็นว่าถ้าหากมีค่าแฮชของรหัสผ่านที่ถูกเก็บในระบบมีค่าเป็น "bf787577ff656cde5b5d1f8236a75d2a" นักเจาะระบบก็จะเดารหัสผ่านของเหยื่อเป็นคำว่า "rootkit" ก็จะสามารถเข้าสู่ระบบได้โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าที่จริงแล้วเหยื่อได้ตั้งรหัสผ่านไว้ว่าอย่างไร เป็นต้น

รูปที่ 4 แสดงรูปแบบของตารางสายรุ้ง

การสแกนพอร์ต (Port scanning) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการค้นหาบริการของระบบที่เปิดให้บริการอยู่ เพื่อที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ค้นหาจุดอ่อนของระบบต่อไป การสแกนพอร์ตส่วนใหญ่นั้นจะอาศัยลักษณะการติดต่อของโพรโตคอลทีซีพีไอพี (TCP/IP) ซึ่งโดยปกติแล้วระบบที่เชื่อมต่อสู่ระบบเครือข่ายนั้นจะต้องมีพอร์ตไว้รองรับการเชื่อมต่อ เปรียบเสมือนประตูและหน้าต่างของระบบนั่นเอง ซึ่งนักเจาะระบบส่วนใหญ่ต้องการข้อมูลเหล่านี้เพื่อนำไปใช้ในการเจาะระบบต่อไป

Monday, March 12, 2012

อาชญากรอิเล็กทรอนิกส์

จากบทความก่อนเรื่อง รูปแบบอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เราเข้าใจถึงความหมายของคำว่าอาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่การก่ออาชญากรรมได้นั้นจำเป็นต้องมีผู้กระทำ ผู้กระทำนั้นก็คืออาชญากร ดังนั้นในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจกับอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์กันนะครับ 

 ภาพประกอบจาก http://www.acpo.org/computercrimes.html

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนะครับอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์ คือผู้ที่กระทำผิดกฎหมายโดยอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ฯลฯ เป็นเครื่องมือ รูปแบบของอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และวิธีการการโจมตี ดังนั้นในบทความนี้จะอธิบายถึงรายละเอียดของอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละประเภทดังต่อไปนี้

ตัวอย่างของอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์
  1. แฮกเกอร์ (Hacker) แท้จริงแล้วแฮกเกอร์คือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ และใช้ความรู้ความสามารถด้านนี้ในการค้นหา ตรวจสอบจุดอ่อนของระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะแก้ไข ปรับปรุงให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความเข้มแข็ง ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
    • แฮกเกอร์หมวกขาว (White hat hacker) ตามคำนิยามแล้วคือผู้ที่มีความรู้ความสามารถในคอมพิวเตอร์นั้น หาช่องโหว่หรือจุดอ่อนของระบบคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ต่างๆ เมื่อพบแล้วจะแจ้งแก่ผู้ดูแลระบบหรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ดังกล่าวทราบ เพื่อให้ทำการแก้ไขก่อนจะเกิดความเสียหาย ซึ่งส่วนใหญ่จะแจ้งกันหรือคุยกันเป็นการส่วนตัวระหว่างแฮกเกอร์กับผู้ดูแล เขาจะไม่บอกจุดอ่อนดังกล่าวแบบโจ่งแจ้งในที่สาธารณะ ดังนั้นแฮกเกอร์หมวกขาวจึงทำงานปิดทองหลังพระ ไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่าไร อย่างไรก็ตามปัจจุบันก็มีอาชีพ"นักทดสอบความปลอดภัยของระบบ หรือ Penetration tester"เป็นการนำความรู้ความสามารถของแฮกเกอร์หมวกขาวช่วยทดสอบการรักษาความปลอดภัยของระบบ ซึ่งต้องได้รับคำยินยอมจากผู้ดูแลระบบก่อน
    • แฮกเกอร์หมวกดำ (Black hat hacker) มีอีกชื่อหนึ่งว่า "แครกเกอร์ (Cracker)" มีลักษณะตรงกันข้ามกับแฮกเกอร์หมวกขาว คือใช้คามรู้ความสามารถในการค้นหาช่องโหว่ของระบบคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์เหมือนกัน แต่เมื่อเจอแล้วจะไม่รายงานแก่ผู้ดูแลระบบ และจะอาศัยช่องโหว่ดังกล่าวเพื่อเข้าไปดู เปลี่ยนแปลง ทำซ้ำ แก้ไข หรือลบทำลายข้อมูล นอกจากนี้ในบางครั้งยังเปิดเผยช่องโหว่ดังกล่าวแก่สาธารณะเพื่อแจ้งแฮกเกอร์รายอื่นอีกด้วย
    • แฮกเกอร์หมวกเทา (Grey hat hacker) เป็นแฮกเกอร์ที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างหมวกขาวและหมวกดำ ซึ่งไม่สามารถจำกัดว่าเป็นคนดีหรือไม่ เนื่องจากแฮกเกอร์กลุ่มนี้จะค้นหาในอินเทอร์เน็ตเรื่อยๆ ถ้าหากระบบใดมีช่องโหว่ที่ทำให้เขาสามารถเจาะเข้าไปได้ ก็จะแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลระบบถึงจุดอ่อนของระบบ หรือแม้กระทั่งเสนอตัวเองเพื่อช่วยเหลือโดยมีค่าตอบแทนบ้างเล็กน้อย
    • สคริปส์คิดดี้ (Script kiddie) เป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ เนื่องจากแฮกเกอร์กลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิคมาก แต่จำเป็นต้องรู้วิธีการค้นหาเครื่องมือเพื่อใช้ในการโจมตี
  2. สแปมเมอร์ (Spammer) เป็นผู้ที่ส่งอีเมลที่มีข้อความโฆษณาไปให้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ ซึ่งอีเมล์ข้อความโฆษณานี้เรียกว่า สแปมเมล์ (Spammail) การส่งสแปมเมล์ส่วนใหญ่ทำเพื่อการโฆษณาเชิงพาณิชย์ มักจะเป็นสินค้าที่น่าสงสัย หรือการเสนองานที่ทำให้รายได้อย่างรวดเร็ว หรือบริการที่ก้ำกึ่งผิดกฏหมาย โดยผู้ส่งอาจจะปกปิด บิดเบือน ปลอมแปลง ข้อมูลส่วนตัวของผู้ส่ง และผู้ส่งจะเสียค่าใช้จ่ายในการส่งไม่มากนัก แต่ผลกระทบที่ตามมาหากผู้รับหลงเชื่อ อาจทำให้ผู้รับจะต้องสูญเสียทรัพย์สิน ข้อมูลส่วนตัว หรือถูกหลอกให้เป็นเหยื่อในการโจมตีระบบเครือข่ายของหน่วยงานอื่นต่อไป
  3. ฟิชเชอร์ (Phisher) คือผู้ที่ก่ออาชญากรรมประเภทฟิชชิ่ง (Phishing) ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ฟิชเชอร์จะสร้างหน้าเว็บไซต์เลียนแบบเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน ร้านค้าออนไลน์ หรือเว็บไซต์ที่มีระบบยืนยันตัวตน หน้าเว็บไซต์เลียนแบบนี้เรียกว่าหน้า "ฟิชชิ่ง" โดยจุดมุ่งหมายของฟิชเชอร์ก็เพื่อจะขโมยหรือเก็บข้อมูลการยืนยันตัวตน (บัญชีผู้ใช้ และรหัสผ่าน) และอาจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปจำหน่ายหรือนำไปเข้าสู่ระบบโดยแอบอ้างเป็นตัวเราได้
  4. คนสร้างมัลแวร์ (Malware author) คำว่า "มัลแวร์ หรือ  Malware" ย่อมาจากคำว่า Malicious Software ซึ่งหมายถึง ซอฟต์แวร์ใดๆก็ตามที่แอบติดตั้งในระบบของเราโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลที่อยู่ภายใน ดังนั้นคนสร้างมัลแวร์คือผู้ที่ออกแบบ และเขียนโปรแกรมที่มุ่งเน้นที่จะก่อกวนหรือสร้างความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูล อีกทั้งยังรวมไปถึงผู้เผยแพร่โค้ดหรือไฟล์มัลแวร์ผ่านช่องทางการสื่อสาร เช่นอีเมล์ เว็บไซต์ และ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งสื่อบันทึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดิสก์เก็ต ยูเอสบีไดร์ฟ และไฟล์ที่ถูกฝังโค้ดมัลแวร์ต่างๆ ด้วย
  5. ผู้ควบคุมบ็อตเน็ต (Botnet operator) เป็นผู้ที่ไม่ได้มีจุดประสงค์เจาะระบบใดๆ แต่ผู้ควบคุมบ็อตเน็ตนั้นจะส่งโปรแกรมบ็อตซึ่งอาจส่งมาในรูปแบบคล้ายๆกับการส่งมัลแวร์ เมื่อคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายใดก็ตามถูกบ็อตติดตั้งเรียกว่า "เครื่องคอมพิวเตอร์ผีดิบ หรือ Zombie machine" เมื่อมีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ผีดิบมากๆ และเชื่อมต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ผีดิบขนาดใหญ่ จึงเรียกว่า "บ็อตเน็ต" และคอมพิวเตอร์ต่างๆเครือข่ายนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของผู้ควบคุมบ็อตเน็ตนี้ ดังนั้นจึงทำให้ผู้ควบคุมบ็อตเน็ตสามารถส่งคำสั่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ผีดิบเหล่านี้โจมตีหรือก่อกวนระบบเครือข่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งสแปมเมล์ หรือการรบกวนการเข้าถึง (Distributed Denial of Service) เป็นต้น
  6. ผู้ก่อการร้าย (Terrorist) ผู้ก่อการร้ายพยายามที่จะทำลาย ก่อกวน หรือสร้างความเสียหายแก่ระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Critical infrastructures) เช่นระบบสาธารณูปโภค ระบบขนส่ง ระบบสื่อสาร หรือระบบการรักษาพยาบาล ฯลฯ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะคุกคามความมั่นคงของชาติ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงเช่น การบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และทำลายขวัญ กำลังใจและความเชื่อมั่นของประชาชน เป็นต้น


Thursday, February 09, 2012

รูปแบบการก่ออาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์

ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา ตลอดจนการให้บริการต่างๆก็นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งจะสังเกตได้จากชื่อบริการต่างๆ ที่เปลี่ยนไปโดยเติมคำว่า "e-" ที่หมายถึง อิเล็กทรอนิกส์ นำหน้าชื่อบริการต่างๆ เช่น อี-คอมเมิร์ซ (e-commerce) อี-เลิร์นนิ่ง (e-learning) หรือ แม้กระทั่งรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-government) เองก็ตาม ด้วยสาเหตุนี้เองอาชญากรจึงได้อาศัยเทคโนโลยีก่ออาชญากรรมด้วย ซึ่งก่อให้เกิดคำว่า อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-crime ด้วย

ภาพประกอบ http://www.silicon.com/

ดังนั้นอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-crime หมายถึง การกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยีของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ฯลฯ เป็นเครื่องมือ อันทำให้เหยื่อได้รับ ความเสียหาย และผู้กระทำได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งในการสืบสวนสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (computer crime) และ อาชญากรรมไซเบอร์ (cyber crime) ด้วย

อาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์ถูกแบ่ง ๘ ได้ประเภทตามลักษณะของการกระทำผิด ซึ่งประเภทของอาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์และตัวอย่างการกระทำผิดมีดังต่อไปนี้
  1. การเข้าถึงระบบและข้อมูลโดยมิได้รับอนุญาต 
    1. การเจาะระบบ (hacking)
    2. การเดารหัสผ่านแบบถึก (Brute force)
    3. การเดารหัสผ่านด้วยดิกชั่นนารี (Dictionary Attack)
    4. การชนกันของแฮช (Hash collision) 
    5.  การสแกนพอร์ต (Port scanning)
  2. การปลอมแปลงระบบหรือข้อมูลและการสวมรอยเป็นบุคคลอื่น
    1. การปลอมอีเมล์ (Email spoofing)
    2. การปลอมแมคและไอพี (Mac and IP spoofing)
    3. การสวมรอยเป็นบุคคลอื่น (Impersonation)
  3. การขโมยข้อมูล
    1. การดักฟังข้อมูล (sniffing)
    2. การปลอมตัวเพื่อขโมยข้อมูล (social engineering)
    3. ฟิชชิง และ วิชชิ่ง (phishing and vishing)
    4. การคุ้ยขยะ (Dumpster diving)
  4. การทำลายระบบหรือก่อกวนให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ
    1. การปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service - DoS)
    2. มัลแวร์  (Malware)
      • ไวรัส หนอนอินเทอร์เน็ต ม้าโทรจัน ระเบิดเวลา
    3. บ็อตเน็ต (Botnet)
  5. การส่งสแปม โฆษณาชวนเชื่อ และอีเมล์หลอกลวงต่างๆ
    1. สแปมเมล์ (Spam mail)
    2. ข่าวหลอกหลวง (Hoax)
    3. สปายแวร์ และ แอดแวร์ (Spyware and Adware)
  6. การเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
    1. การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาท
    2. การเผยภาพอนาจาร
    3. การพนันออนไลน์
  7. การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
    1. การสะกดรอยทางไซเบอร์ (Cyber stalking)
    2. การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทำธุรกรรมแทน
  8. การก่อการร้าย
    1. การก่อการร้าย (Cyber terrorists)
 ในบทความถัดไปจะอธิบายแต่ภัยคุกคามในแต่ละหัวข้อ และหากใครมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้นะครับ ที่เฟซบุค http://www.facebook.com/kitisak.note หรือ ทวิตเตอร์ @kitisak นะครับ