- แฮกเกอร์ (Hacker) แท้จริงแล้วแฮกเกอร์คือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ และใช้ความรู้ความสามารถด้านนี้ในการค้นหา ตรวจสอบจุดอ่อนของระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะแก้ไข ปรับปรุงให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความเข้มแข็ง ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
- แฮกเกอร์หมวกขาว (White hat hacker) ตามคำนิยามแล้วคือผู้ที่มีความรู้ความสามารถในคอมพิวเตอร์นั้น หาช่องโหว่หรือจุดอ่อนของระบบคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ต่างๆ เมื่อพบแล้วจะแจ้งแก่ผู้ดูแลระบบหรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ดังกล่าวทราบ เพื่อให้ทำการแก้ไขก่อนจะเกิดความเสียหาย ซึ่งส่วนใหญ่จะแจ้งกันหรือคุยกันเป็นการส่วนตัวระหว่างแฮกเกอร์กับผู้ดูแล เขาจะไม่บอกจุดอ่อนดังกล่าวแบบโจ่งแจ้งในที่สาธารณะ ดังนั้นแฮกเกอร์หมวกขาวจึงทำงานปิดทองหลังพระ ไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่าไร อย่างไรก็ตามปัจจุบันก็มีอาชีพ"นักทดสอบความปลอดภัยของระบบ หรือ Penetration tester"เป็นการนำความรู้ความสามารถของแฮกเกอร์หมวกขาวช่วยทดสอบการรักษาความปลอดภัยของระบบ ซึ่งต้องได้รับคำยินยอมจากผู้ดูแลระบบก่อน
- แฮกเกอร์หมวกดำ (Black hat hacker) มีอีกชื่อหนึ่งว่า "แครกเกอร์ (Cracker)" มีลักษณะตรงกันข้ามกับแฮกเกอร์หมวกขาว คือใช้คามรู้ความสามารถในการค้นหาช่องโหว่ของระบบคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์เหมือนกัน แต่เมื่อเจอแล้วจะไม่รายงานแก่ผู้ดูแลระบบ และจะอาศัยช่องโหว่ดังกล่าวเพื่อเข้าไปดู เปลี่ยนแปลง ทำซ้ำ แก้ไข หรือลบทำลายข้อมูล นอกจากนี้ในบางครั้งยังเปิดเผยช่องโหว่ดังกล่าวแก่สาธารณะเพื่อแจ้งแฮกเกอร์รายอื่นอีกด้วย
- แฮกเกอร์หมวกเทา (Grey hat hacker) เป็นแฮกเกอร์ที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างหมวกขาวและหมวกดำ ซึ่งไม่สามารถจำกัดว่าเป็นคนดีหรือไม่ เนื่องจากแฮกเกอร์กลุ่มนี้จะค้นหาในอินเทอร์เน็ตเรื่อยๆ ถ้าหากระบบใดมีช่องโหว่ที่ทำให้เขาสามารถเจาะเข้าไปได้ ก็จะแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลระบบถึงจุดอ่อนของระบบ หรือแม้กระทั่งเสนอตัวเองเพื่อช่วยเหลือโดยมีค่าตอบแทนบ้างเล็กน้อย
- สคริปส์คิดดี้ (Script kiddie) เป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ เนื่องจากแฮกเกอร์กลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิคมาก แต่จำเป็นต้องรู้วิธีการค้นหาเครื่องมือเพื่อใช้ในการโจมตี
- สแปมเมอร์ (Spammer) เป็นผู้ที่ส่งอีเมลที่มีข้อความโฆษณาไปให้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ ซึ่งอีเมล์ข้อความโฆษณานี้เรียกว่า สแปมเมล์ (Spammail) การส่งสแปมเมล์ส่วนใหญ่ทำเพื่อการโฆษณาเชิงพาณิชย์ มักจะเป็นสินค้าที่น่าสงสัย หรือการเสนองานที่ทำให้รายได้อย่างรวดเร็ว หรือบริการที่ก้ำกึ่งผิดกฏหมาย โดยผู้ส่งอาจจะปกปิด บิดเบือน ปลอมแปลง ข้อมูลส่วนตัวของผู้ส่ง และผู้ส่งจะเสียค่าใช้จ่ายในการส่งไม่มากนัก แต่ผลกระทบที่ตามมาหากผู้รับหลงเชื่อ อาจทำให้ผู้รับจะต้องสูญเสียทรัพย์สิน ข้อมูลส่วนตัว หรือถูกหลอกให้เป็นเหยื่อในการโจมตีระบบเครือข่ายของหน่วยงานอื่นต่อไป
- ฟิชเชอร์ (Phisher) คือผู้ที่ก่ออาชญากรรมประเภทฟิชชิ่ง (Phishing) ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ฟิชเชอร์จะสร้างหน้าเว็บไซต์เลียนแบบเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน ร้านค้าออนไลน์ หรือเว็บไซต์ที่มีระบบยืนยันตัวตน หน้าเว็บไซต์เลียนแบบนี้เรียกว่าหน้า "ฟิชชิ่ง" โดยจุดมุ่งหมายของฟิชเชอร์ก็เพื่อจะขโมยหรือเก็บข้อมูลการยืนยันตัวตน (บัญชีผู้ใช้ และรหัสผ่าน) และอาจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปจำหน่ายหรือนำไปเข้าสู่ระบบโดยแอบอ้างเป็นตัวเราได้
- คนสร้างมัลแวร์ (Malware author) คำว่า "มัลแวร์ หรือ Malware" ย่อมาจากคำว่า Malicious Software ซึ่งหมายถึง ซอฟต์แวร์ใดๆก็ตามที่แอบติดตั้งในระบบของเราโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลที่อยู่ภายใน ดังนั้นคนสร้างมัลแวร์คือผู้ที่ออกแบบ และเขียนโปรแกรมที่มุ่งเน้นที่จะก่อกวนหรือสร้างความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูล อีกทั้งยังรวมไปถึงผู้เผยแพร่โค้ดหรือไฟล์มัลแวร์ผ่านช่องทางการสื่อสาร เช่นอีเมล์ เว็บไซต์ และ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งสื่อบันทึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดิสก์เก็ต ยูเอสบีไดร์ฟ และไฟล์ที่ถูกฝังโค้ดมัลแวร์ต่างๆ ด้วย
- ผู้ควบคุมบ็อตเน็ต (Botnet operator) เป็นผู้ที่ไม่ได้มีจุดประสงค์เจาะระบบใดๆ แต่ผู้ควบคุมบ็อตเน็ตนั้นจะส่งโปรแกรมบ็อตซึ่งอาจส่งมาในรูปแบบคล้ายๆกับการส่งมัลแวร์ เมื่อคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายใดก็ตามถูกบ็อตติดตั้งเรียกว่า "เครื่องคอมพิวเตอร์ผีดิบ หรือ Zombie machine" เมื่อมีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ผีดิบมากๆ และเชื่อมต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ผีดิบขนาดใหญ่ จึงเรียกว่า "บ็อตเน็ต" และคอมพิวเตอร์ต่างๆเครือข่ายนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของผู้ควบคุมบ็อตเน็ตนี้ ดังนั้นจึงทำให้ผู้ควบคุมบ็อตเน็ตสามารถส่งคำสั่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ผีดิบเหล่านี้โจมตีหรือก่อกวนระบบเครือข่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งสแปมเมล์ หรือการรบกวนการเข้าถึง (Distributed Denial of Service) เป็นต้น
- ผู้ก่อการร้าย (Terrorist) ผู้ก่อการร้ายพยายามที่จะทำลาย ก่อกวน หรือสร้างความเสียหายแก่ระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Critical infrastructures) เช่นระบบสาธารณูปโภค ระบบขนส่ง ระบบสื่อสาร หรือระบบการรักษาพยาบาล ฯลฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะคุกคามความมั่นคงของชาติ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงเช่น การบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และทำลายขวัญ กำลังใจและความเชื่อมั่นของประชาชน เป็นต้น
ทุกบทความในบล็อกนี้ ถึงแม้ว่าผมตั้งใจจะเผยแพร่ แต่ผมไม่อยากให้ใครก็ได้คัดลอกไปยังเว็บอื่น โดยไม่ให้เครดิต ใครอยากคัดลอกไปเผยแพร่ต่อ กรุณาแจ้งผมก่อนด้วยนะครับ
Monday, March 12, 2012
อาชญากรอิเล็กทรอนิกส์
Thursday, February 09, 2012
รูปแบบการก่ออาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์
ดังนั้นอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-crime หมายถึง การกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยีของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ฯลฯ เป็นเครื่องมือ อันทำให้เหยื่อได้รับ ความเสียหาย และผู้กระทำได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งในการสืบสวนสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (computer crime) และ อาชญากรรมไซเบอร์ (cyber crime) ด้วย
อาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์ถูกแบ่ง ๘ ได้ประเภทตามลักษณะของการกระทำผิด ซึ่งประเภทของอาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์และตัวอย่างการกระทำผิดมีดังต่อไปนี้
- การเข้าถึงระบบและข้อมูลโดยมิได้รับอนุญาต
- การเจาะระบบ (hacking)
- การเดารหัสผ่านแบบถึก (Brute force)
- การเดารหัสผ่านด้วยดิกชั่นนารี (Dictionary Attack)
- การชนกันของแฮช (Hash collision)
- การสแกนพอร์ต (Port scanning)
- การปลอมแปลงระบบหรือข้อมูลและการสวมรอยเป็นบุคคลอื่น
- การปลอมอีเมล์ (Email spoofing)
- การปลอมแมคและไอพี (Mac and IP spoofing)
- การสวมรอยเป็นบุคคลอื่น (Impersonation)
- การขโมยข้อมูล
- การดักฟังข้อมูล (sniffing)
- การปลอมตัวเพื่อขโมยข้อมูล (social engineering)
- ฟิชชิง และ วิชชิ่ง (phishing and vishing)
- การคุ้ยขยะ (Dumpster diving)
- การทำลายระบบหรือก่อกวนให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ
- การปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service - DoS)
- มัลแวร์ (Malware)
- ไวรัส หนอนอินเทอร์เน็ต ม้าโทรจัน ระเบิดเวลา
- บ็อตเน็ต (Botnet)
- การส่งสแปม โฆษณาชวนเชื่อ และอีเมล์หลอกลวงต่างๆ
- สแปมเมล์ (Spam mail)
- ข่าวหลอกหลวง (Hoax)
- สปายแวร์ และ แอดแวร์ (Spyware and Adware)
- การเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
- การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาท
- การเผยภาพอนาจาร
- การพนันออนไลน์
- การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
- การสะกดรอยทางไซเบอร์ (Cyber stalking)
- การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทำธุรกรรมแทน
- การก่อการร้าย
- การก่อการร้าย (Cyber terrorists)
Thursday, January 19, 2012
คาดการณ์ภัยร้ายที่อาจมาพร้อมกับ Smart TV
- เจาะระบบ (Hacking) อย่างที่เราทราบกันว่าโทรทัศน์อัจฉริยะนั้นมีคอมพิวเตอร์อยู่ข้างใน กล่าวคือมีระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ เช่น มีโก้ (Meego) อูบันตู (Ubuntu) หรือระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์มือถือต่างๆ เช่นแอนดรอยด์ (Android) ถูกติดตั้งมาพร้อมกับความสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย ถ้ายิ่งผู้ใช้งานนั้นท่องอินเทอร์เน็ตโดยใช้โทรทัศน์อัจฉริยะ รหัสผ่านของบัญชีผู้ใช้งานต่างๆ หรือข้อมูลส่วนตัว ก็ถูกบันทึกไว้ในเครื่องโทรทัศน์อีกด้วย ดังนั้นไม่น่าจะแปลกใจถ้าหากแฮกเกอร์จะเจาะระบบที่โทรทัศน์อัจฉริยะที่เต็มไปด้วยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีค่าอย่างมากของผู้ใช้งาน
- มัลแวร์ (Malware) หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ หลังจากที่แฮกเกอร์สามารถแฮกโทรทัศน์อัจฉริยะได้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำการฝังม้าโทรจันหรือเปิดประตูลับไว้สำหรับที่จะทำให้แฮกเกอร์สามารถย้อนกลับเข้ามาในเครื่องได้อีก นอกจากนี้อาจจะทำการติดตั้งโปรแกรมดักจับปุ่มกดต่างๆ เพื่อลักลอบเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเช่นชื่อบัญชี รหัสผ่าน และข้อมูลบัตรเครดิต เป็นต้น มัลแวร์หรือไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นเป็นเพียงซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อโทรทัศน์อัจฉริยะมีระบบปฏิบัติการถูกติดตั้งอยู่ภายใน จึงเป็นเรื่องง่ายที่มัลแวร์จะถูกติดตั้งในโทรทัศน์ได้อย่างง่ายดาย
- ทำสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information warfare) ต่อไปเมื่อผู้ใช้งานสามารถท่องอินเทอร์เน็ตผ่านโทรทัศน์ได้ การเผยแพร่ข่าวสารผ่านโทรทัศน์อัจฉริยะขึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางเผยแพร่ข่าวสารที่มีประสิทธิและรวดเร็วซึ่งบางครั้งเร็วกว่าข่าวจากรายการทางโทรทัศน์อีกด้วย ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีผู้ประสงค์ร้ายอาศัยช่องทางนี้ในการเผยแพร่ข่าวสารผิดๆ เพื่อสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน อีกทั้งอาจจะเป็นการทำลายชื่อเสียงของบางคนได้อีกด้วย
- สแปม (Spam) การโฆษณาในรายการโทรทัศน์นั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เมื่อโทรทัศน์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ การโฆษณาก็น่าจะหันมาใช้อินเทอร์เน็ตมาช่วยเพื่อลดค่าใช้จ่าย และยังสามารถโฆษณาได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักส่งสแปมจะอาศัยช่องทางนี้ในการส่งสแปมเมล์ได้
- สแคม (Scam) จากที่โฆษณาต่างๆถูกเผยแพร่ผ่านทางอินเทอร์เน็ตของโทรทัศน์อัจฉริยะแล้ว ก็อาจจะมีผู้ประสงค์ร้ายนั้นสร้างโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อทำให้เหยื่อเกิดกิเลสและความโลภ จนถึงขั้นยอมทำตามคำสั่ง เช่นให้ข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ หรือโดนหลอกให้โอนเงิน เป็นต้น โดยขาดความตระหนักได้
- การฉ้อโกง (Fraud) เมื่อโทรทัศน์นั้นเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ธุรกิจหนึ่งที่น่าจะมีการใช้บริการกันอย่างแพร่หลายคือการสั่งซื้อภาพยนตร์มาชมที่บ้าน ซึ่งกระบวนการสั่งซื้อก็อาจจะเป็นการเลือกภาพยนตร์ แล้วก็ชำระเงินผ่านทางบัตรเครดิต จากนั้นจึงสามารถทำการดาวน์โหลดมาชมได้ ดังนั้นผู้ประสงค์ร้ายก็อาจจะฉวยโอกาสนี้มาหลอกล่อให้เหยื่อหลงเชื่อให้โอนเงินมาเพื่อชำระสินค้า แต่ไม่ได้มีสินค้าหรือหน้าร้านอยู่จริง ทำให้เหยื่อนั้นสูญเสียเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆได้ด้วย
ป้องกันอย่างไรดี
- ไม่เยี่ยมชมเว็บไซต์ ไม่ดาวน์โหลดโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่แน่ใจถึงความปลอดภัย
- ไม่ติดตั้งแอพฯที่ไม่เหมาะสม ไม่ทราบแหล่งที่มา
- อัพเดตระบบปฏิบัติการและแอพฯต่างๆ ที่ถูกติดตั้งอยู่สม่ำเสมอ
- ไม่หลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ หรือข่าวสารผิดๆ ที่อาจถูกส่งมาในโทรทัศน์อัจฉริยะ
- ไม่โอนเงิน หรือไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น แก่เว็บไซต์ที่น่าสงสัย
- ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศต่างๆ
Wednesday, January 04, 2012
10 อันดับความเสี่ยงด้านเว็บแอพพลิเคชั่นของ OWASP ปี 2010
โครงการ OWASP (The Open Web Application Security Project) ดำเนินการโดยมูลนิธิ OWASP ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหมายเลข 501c3 และยังได้รับการสนับสนุนการทำงานจากสมาชิกทั้งบุคคลทั่วไป องค์กรต่างๆ อีกทั้งมหาวิทยาลัย โครงการนี้เป็นการสร้างชุมชนเปิดและฟรีให้กับทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการรักษาความปลอดภัยของโปรแกรมประยุกต์ (Application) ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการจัดตั้ง OWASP ย่อยๆในประเทศต่างๆด้วย สำหรับในประเทศไทยเองก็มีเช่นกัน และประธานของโครงการนี้ในประเทศไทยคนปัจจุบันคือ กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล หรือผมเอง [2] ใครสนใจติดตามข่าวสารของ OWASP ประเทศไทย (หรือ OWASP Thailand Chapter) สามารถติดตามได้ที่แฟนเพจตามเอกสารอ้างอิง [3]

- Injection เป็นการแทรกโค้ดเข้าไปในระบบ เช่น OS SQL และ LDAP ซึ่งเมื่อมีผู้ไม่หวังดีแทรกคำสั่งของระบบ (command) หรือคำสั่งสำหรับการคิวรี่ (query) เข้าไปเพื่อทำให้ระบบทำงานผิดพลาด หรือการเข้าไปถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต
- Cross-Site Scripting (XSS) เป็นเทคนิคที่แฮกเกอร์จะแอบซ่อนหรือฝังสคริปส์ประสงค์ร้ายผ่านเว็บแอพพลิเคชั่นที่มีช่องโหว่ในเว็บไซต์ต่างๆ จากนั้นเมื่อเหยื่อหลงเข้ามาเยี่ยมชมหน้าเว็บนั้นสคริปส์ของแฮกเกอร์ก็จะถูกเรียกใช้งานที่เว็บเบราเซอร์ของเหยื่อเพื่อขโมยเซสชั่น (session) เปลี่ยนหน้าเว็บ หรือ redirect ไปยังเว็บประสงค์ร้ายได้
- Broken Authentication and Session Management ฟังก์ชั่นการระบุตัวตน (Authentication) ของเว็บแอพพลิเคชั่นที่มีช่องโหว่ ทำให้ผู้โจมตีสามารถขโมยรหัสผ่าน คีย์ โทคเคน (Token) หรือแอบอ้างปลอมตัวเป็นผู้ใช้งานจริงๆได้
- Insecure Direct Object References เกิดจากการอ้างอิงถึง Object ที่ใช้ภายใน เช่น ไฟล์ ไดเรคทอรี่ หรือคีย์ของฐานข้อมูล โดยไม่มีการตรวจสอบสิทธิ์หรือควบคุมการเข้าถึง ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้การอ้างอิงนี้เข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตได้
- Cross-Site Request Forgery (CSRF) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ซีเซิร์ฟ (CSRF) คือรูปแบบการโจมตีที่บังคับให้เว็บเบราเซอร์ของเหยื่อส่ง HTTP request ที่ถูกปรับแต่งแล้ว รวมถึง session cookie และ ข้อมูลเกี่ยวกับการระบุตัวตน (Authentication) ไปยังเว็บแอพพลิเคชั่นที่มีช่องโหว่ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสร้าง request ที่แอพพลิเคชั่นคิดว่ามาจากผู้ใช้ที่ถูกต้องได้ (สวมรอยสิทธิ์การใช้งานของผู้อื่น)
- Security Misconfiguration หมายถึง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากผู้ดูแลระบบที่ไม่ได้คอนฟิกระบบให้มีความปลอดภัย ซึ่งรวมไปถึงการอัพเดตซอฟต์แวร์และโค้ดต่างๆที่ถูกใช้โดยแอพพลิเคชั่น
- Insecure Cryptographic Storage หลากเว็บแอพพลิเคชั่นไม่ได้คำนึงถึงการป้องกันข้อมูลสำคัญเช่น รหัสผ่าน (password) หมายเลขบัตรเครดิตลูกค้า หรือ ข้อมูลลับของลูกค้า ด้วยการเข้ารหัส (encryption) หรือการทำแฮช (hashing) ซึ่งผู้โจมตีสามารถเข้าถึงและอาจแก้ไขข้อมูลที่สำคัญเหล่านี้ได้
- Failure to Restrict URL Access ความผิดพลาดในการจำกัดการเข้าถึงเว็บ ซึ่งอาจจะมีการควบคุมการเข้าถึงโดยใช้ url เพื่อเข้าไปยังหน้าเว็บที่ถูกซ่อนไว้ อย่างไรก็ตามผู้โจมตีสามารถปลอมแปลงชื่อ URL เพื่อหลอกเข้าไปยังหน้าเว็บที่ซ่อนไว้ได้
- Insufficient Transport Layer Protection เว็บแอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่ละเลยที่่จะรักษาความลับและความถูกต้องของข้อมูลในเครือข่าย หรือบางครั้งใช้อัลกอริทึ่มในการเข้ารหัสที่อ่อนแอ ใบประกาศนียบัตรที่หมดอายุหรือไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้โจมตีสามารถขโมยและแอบเปลี่ยนแปลงข้อมูลระหว่างการส่งได้
- Unvalidated Redirects and Forwards เป็นเทคนิคที่ผู้โจมตีทำให้ผู้ใช้ไปเข้าถึงยังหน้าเว็บที่ไ่ม่พึงประสงค์ เช่น หน้าเว็บฟิชชิง (phishing) หรือเว็บที่มีโปรแกรมประสงค์ร้ายฝังอยู่ หรือส่งต่อเพื่อเข้าถึงหน้าเว็บที่ผู้อื่นไม่ได้รับอนุญาตได้
- OWASP Top 10 - https://www.owasp.org/index.php/Top_10_2010-Main
- OWASP Thailand Chapter (Official site อยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนหน้าเว็บใหม่) - https://www.owasp.org/index.php/Thailand
- OWASP Thailand Chapter fanpage - https://www.facebook.com/pages/OWASP-Thailand-Chapter/151130168312937
- OWASP Risk Rating Methodology - https://www.owasp.org/index.php/OWASP_Risk_Rating_Methodology
Wednesday, November 23, 2011
ทำอย่างไร เมื่อฮาร์ดดิสก์ถูกน้ำท่วม
- หลังจากเราสามารถเข้าไปในบ้านได้แล้ว อันดับแรกคือจะต้องตรวจสอบระดับน้ำที่ได้ท่วมได้บ้าน จากนั้นใช้อุปกรณ์ตรวจสอบสัญญาณไฟฟ้ารั่ว เช่น เป็ด เสาเช็ค และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีไฟฟ้ารั่วในบ้านของเรา
- แต่เพื่อให้แน่ใจ ให้ปิดสะพานไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้มีไฟฟ้ารั่วด้วย
- ย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกน้ำท่วมไปยังบริเวณพื้นที่แห้ง
- ข้อควรระวัง
- ห้ามลองเปิดให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน หรือถอดฮาร์ดดิสก์ไปต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น
- ห้ามแกะฝาครอบฮาร์ดดิสก์ออกมาทำความสะอาดด้วยตัวเอง
- ห้ามทำให้ฮาร์ดดิสก์แห้งด้วยตนเอง อาจจะด้วยวิธีการเป่าแห้ง หรือแม้กระทั่งตั้งทิ้งไว้ให้แห้งเองก็ตาม
- ถอดฮาร์ดดิสก์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วให้นำใส่ถุงซิปทันที ถึงแม้ว่าฮาร์ดดิสก์จะยังคงเปียกอยู่ก็ตาม
- ส่งฮาร์ดดิสก์ให้ศูนย์กู้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และจะต้องมีนโยบายการรักษาความลับของลูกค้า เพื่อป้องกันข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ของเราถูกขโมย
- จะต้องทำการสำรองข้อมูลอยู่สม่ำเสมอ อาจจะบันทึกลงในแผ่นซีดี ดีวีดี ฮาร์ดดิสก์ภายนอก หรือแม้กระทั่งไดร์ฟ USB ก็ตาม และจะต้องวางเครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อบันทึกต่างๆ ในที่ที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม หรืออาจจะหาถุงกันน้ำมาบรรจุสื่อบันทึกก็ได้
Friday, October 21, 2011
แฮกเกอร์เปรียบเสมือนน้ำท่วม
- การติดตั้งไฟร์วอลล์ เปรียบได้กับการสร้างรั้วป้องกันน้ำ ด้วยอิฐบล็อก หรือการสร้างคันกั้นน้ำด้วยทราย และกระสอบทราย เพื่อปฏิเสธไม่ให้น้ำซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการนั้นเข้ามาในบ้านของเราได้
- โปรแกรมอุดช่องโหว่ (Patch) เปรียบได้กับการใช้สิลิโคน กาวยาง หรืออุปกรณ์ต่างๆ อุดตามรูรั่วที่อยู่ตามรั้ว ประตู และจุดต่างๆรอบๆบ้าน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการป้องกันระบบคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่ดูแลระบบคอมพิวเตอร์นั้นก็ต้องอัพเดตโปรแกรมต่างๆด้วยโปรแกรมอุดช่องโหว่อยู่สม่ำเสมอ
- ระบบตรวจจับผู้บุกรุก (IDS) ก็เปรียบได้กับการติดตั้งระบบแจ้งเตือนน้ำท่วม
- สำรองข้อมูลที่สำคัญ นั้นก็อาจเปรียบได้กับการเก็บของสำคัญเพื่อไม่ให้น้ำมาทำลายให้เสียหาย
Monday, October 03, 2011
เรียนรู้...ก่อนถูกขโมยรหัสผ่าน
หลายคนคงได้ข่าวว่าบัญชีผู้ใช้งานทวีตเตอร์ของนายกรัฐมนตรีถูกแฮก แล้วโพสท์ข้อความด้วยชื่อของนายกเอง เมื่อวิเคราะห์จากความเป็นไปได้แล้ว โดยความเห็นส่วนตัวคิดว่าแฮกเกอร์น่าจะขโมยรหัสผ่านของบัญชี้นี้ แล้วใช้เข้าสู่ระบบจากนั้นจึงทวีต (คือการโพสท์ข้อความบนทวีตเตอร์) ข้อความตามที่เป็นข่าวได้ ดังนั้นบทความนี้จะกล่าวถึงเทคนิคกลยุทธ์ต่างๆเบื้องต้นที่แฮกเกอร์อาจจะใช้ขโมยรหัสผ่านต่างๆของเหยื่อ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนัก ให้ผู้อ่านได้ระมัดระวังตัวและเตรียมการป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์มาฉวยโอกาสจากบัญชีผู้ใช้ของเรา นอกจากนี้ผู้เขียนขอเสนอแนะวิธีการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัยอีกด้วย
การหลอกถาม (Social Engineering) การหลอกถามนี้เขาใช้กลยุทธ์ปลอมตัวเป็นบุคคลอื่น จากนั้นก็จะอาศัยจุดอ่อนของจิตใจมนุษย์ ด้วยการสร้างเรื่องราวหลอกลวงต่างๆที่สามารถทำให้เหยื่อหลงเชื่อ สงสาร หรือเกิดความโลภ จนต้องยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้ ยกตัวอย่างเช่น อาจจะปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรเข้ามาบอกว่า เหยื่อเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีหนึ่ง แล้วบังคับให้เหยื่อบอกรหัสผ่าน ถ้าไม่บอกแสดงว่ายอมรับว่าเป็นอาชญากรจริงๆ เหยื่อได้ยินดังนั้นก็เกิดความตื่นตระหนกตกใจ จนทำให้ยอมเปิดเผยรหัสผ่านได้ หรือในบางกรณีก็อาจจะติดต่อมาบอกว่าเหยื่อเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลชิ้นใหญ่ แต่สร้างเงื่อนไขให้เหยื่อจะต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนโดยการกรอกชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านบนเว็บไซต์ที่ผู้ประสงค์ร้ายเตรียมไว้ ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการหลอกถามผสมผสานกับฟิชชิ่งนั่นเอง เป็นต้น
ฟิชชิ่ง (Phishing) ผู้ประสงค์ร้ายจะสร้างหน้าเว็บหลอกลวงโดยเลียนแบบหน้าเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งมีช่องให้กรอกชื่อบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่าน จากนั้นผู้ประสงค์ร้ายนี้จะส่งอีเมล์สแปมมาหาเหยื่อ โดยหลอกว่าบัญชีผู้ใช้งานของเหยื่อมีปัญหา ถูกระงับใช้จนกว่าจะล็อกอินเข้าระบบเพื่อให้สามารถใช้งานได้อีก หากเหยื่อหลงเชื่อเหยื่อจะเข้าไปกรอกข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่าน แน่นอนว่าเหยื่อจะไม่สามารเข้าสู่ระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ แต่เว็บหลอกลวงนี้ได้ขโมยข้อมูลบัญชีผู้ใช้ของเหยื่อเรียบร้อยแล้ว
โปรแกรมประสงค์ร้าย (Malware) วิธีการนี้แฮกเกอร์จะใช้สารพัดวิธีการเพื่อหลอกให้เหยื่อดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมประสงค์ร้าย หลังจากนั้นโปรแกรมเหล่านี้จะแอบทำงานโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ตัวอย่างของโปรแกรมที่ใช้ขโมยข้อมูล คือ ม้าโทรจัน (Trojan horse) ซึ่งหลังจากที่โปรแกรมประเภทม้าโทรจันถูกติดตั้งในเครื่องของเหยื่อยแล้ว โปรแกรมนี้จะค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อที่ถูกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะข้อมูลบัตรเครดิตที่เหยื่อใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ ชื่อบัญชีผู้ใช้งานตามเว็บต่างๆของเหยื่อ รวมไปถึงรหัสผ่านที่ถูกบันทึกไว้ที่หน้าเว็บเบราเซอร์ นอกจากนี้ม้าโทรจันประเภทดักปุ่มคีย์บอร์ด (Keylogger) ก็สามารถบันทึกข้อมูลตัวอักษรที่เหยื่อยกดปุ่มบนคีย์บอร์ดได้อีกด้วย เป็นต้น จากนั้นเมื่อถึงเวลาที่กำหนดข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งออกจากเครื่องของเหยือไปยังแฮกเกอร์ผู้สร้างหรือเป็นเจ้าของโปรแกรมประสงค์ร้ายชนิดนี้ต่อไป แล้วแฮกเกอร์จะนำข้อมูลที่ได้มาเข้าสู่ระบบโดยใช้ชื่อบัญชีของเหยื่อ
แกะรหัสผ่าน (Password Cracking) วิธีการแกะรหัสผ่านนี้มีด้วยกันหลายวิธีแต่ละวิธีก็มีชั้นเชิง เทคนิคที่แตกต่างกัน เริ่มด้วยการเดารหัสผ่านแบบอึดถึก (Brute force) เป็นการเดารหัสผ่านด้วยความเป็นไปได้ทั้งหมดโดยเรียงลำดับตัวอักษรไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบรหัสผ่านที่ถูกต้อง วิธีการนี้มีข้อดีคือสามารถแกะรหัสผ่านได้แน่นอน (ถ้ารหัสผ่านง่ายพอ) แต่มีข้อเสียคือ ถ้าหากรหัสผ่านยาวและซับซ้อน วิธีการนี้อาจจะต้องใช้เวลาเป็นล้านปีเพื่อแกะรหัสผ่านนี้ก็ได้ วิธีการเทียบรหัสผ่านกับคำในพจนานุกรม (Dictionary) เป็นวิธีการเดารหัสผ่านจากการเดารหัสผ่านจากฐานข้อมูลหรือพจนานุกรมที่แฮกเกอร์สร้างขึ้น โดยในฐานข้อมูลหรือพจนานุกรมนี้จะมีข้อมูลของรหัสผ่านที่ง่ายและเป็นที่นิยมใช้กัน หรือเป็นคำศัพท์ที่อยู่ในพจนานุกรมอีกด้วย วิธีการสุดเป็นวิธีการเดาสุ่มรหัสผ่านอย่างมีหลักการ (Guessing) วิธีการนี้แฮกเกอร์จะเดารหัสผ่านของเหยื่อโดยอาศัยรหัสผ่านทั่วไปที่คนส่วนใหญ่นิยมตั้ง หรือข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็น วันเกิด หมายเลขโทรศัพท์ หรือชื่อคนรัก เป็นต้น ซึ่งถ้าหากเหยื่อไม่มีความตระหนักเรื่องรหัสผ่าน ก็จะถูกขโมยบัญชีผู้ใช้งานได้
แอพพลิเคชั่น (Application) คุณสมบัติพิเศษอีกอย่างหนึ่งของเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ในปัจจุบันคือการที่ผู้ใช้สามารถพัฒนาและติดตั้งแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติมได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งแอพพลิเคชั่นเกมส์ต่างๆ แอพพลิเคชั่นดูดวง หรือแม้กระทั่งแอพพลิเคชั่นสอบถามความคิดเห็น เป็นต้น โดยแอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่นั้นถูกพัฒนาด้วยจุดประสงค์ที่ดี แต่ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่มีจุดประสงค์ในการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่หลงเชื่อและติดตั้งแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ในทุกครั้งที่ติดตั้งแอพพลิเคชั่นจะมีการขออนุญาตเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของบัญชีก่อน แต่หากสังเกตให้ดี อาจมีแอพพลิเคชั่นขอสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานของแอพพลิเคชั่นตนเอง อีกทั้งบางแอพพลิเคชั่นยังเปิดช่องโหว่ให้แฮกเกอร์สามารถป้อนข้อมูลชุดคำสั่งเพื่อขโมยข้อมูลได้
แอบดักข้อมูล (Sniffering) วิธีการนี้ต้องอาศัยความอดทนของแฮกเกอร์ เนื่องจากปริมาณข้อมูลที่ถูกส่งในระบบเครือข่ายนั้นมีปริมาณมหาศาล แต่แฮกเกอร์จำเป็นจะต้องดึงข้อมูลออกมา แล้วตรวจหาที่ละแพ็กเก็ต (หน่วยย่อยในการแบ่งข้อมูลก่อนที่จะถูกส่งในระบบเครือข่าย) ว่าเป็นแพ็กเก็ตที่เหยื่อส่งเพื่อทำการเข้าสู่ระบบหรือไม่ และถ้าหากเหยื่อเรียกดูเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ด้วยโพรโตคอล HTTP (Hyper Text Transfer Protocol) จะทำให้แฮกเกอร์สามารถเห็นข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานพร้อมรหัสผ่านของเหยื่อได้โดยตรง เนื่องจากการส่งข้อมูลด้วยโพรโตคอล HTTP นี้ ข้อมูลจะไม่ถูกเข้ารหัส แต่หากใช้โพรโตคอล HTTPS ซึ่งเป็นการเข้ารหัสโพรโตคอล HTTP ด้วย SSL (Secure Socket Layer) กล่าวคือข้อมูลที่ถูกส่งด้วยโพรโตคอล HTTPS จะถูกเข้ารหัสไว้ ทำให้ถึงแม้ว่าแฮกเกอร์จะสามารถดักข้อมูลได้ แต่ก็ไม่อาจสามารถแกะข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านออกมาได้
หมายเหตุ ให้สังเกตที่ชื่อเว็บไซต์ว่าขึ้นต้นด้วย http:// หรือ https:// เพื่อดูว่าเราใช้โพรโตคอลแบบใด
วิธีการป้องกัน
- ใช้รหัสผ่านที่แข็งแรง เปลี่ยนบ่อยๆ ไม่ใช่ชื่อเฉพาะหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่จะถูกเดาได้ง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายให้โปรแกรมถอดรหัสได้สำเร็จ
- ห้ามเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของเรา บนหน้าเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ เนื่องจากผู้ประสงค์ร้ายอาจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปเดารหัสผ่าน หรือใช้ในการตอบคำถามลับเมื่อลืมรหัสผ่าน เช่นวันเกิดคุณแม่, ชื่อโรงเรียนประถม, ทีมกีฬาที่ชื่นชอบ เป็นต้น
- อย่าหลงเชื่อบุคคลที่มาสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของเรา หรือหลอกล่อให้ติดตั้งโปรแกรมที่ไม่น่าเชื่อถือแหล่งที่มา
- ลบแอพพลิเคชั่นที่ไม่ได้ใช้งานแล้วจากบัญชีเครือข่ายสังคมออนไลน์
- เมื่อต้องการล็อกอินเข้าระบบ ให้พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ด้วยตัวเอง
- อย่าหลงเชื่อข้อความในอีเมล์ที่ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นฟิชชิ่ง
- ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสพร้อมปรับปรุงฐานข้อมูลอยู่เสมอ และสแกนหาไวรัสทั้งระบบบ่อยๆ
- ไม่อนุญาตแอพพลิเคชั่นที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือไม่น่าเชื่อถือ ติดตั้งในบัญชีเครือข่ายสังคมออนไลน์ของเรา
- ให้เข้าถึงเว็บเครือข่ายออนไลน์ด้วย HTTPS เพื่อเข้ารหัสข้อมูลของเราก่อนถูกส่งออกไป
Thursday, September 29, 2011
โปรดระวัง เว็บ Firefox 7 ปลอม
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเว็บไซต์นี้จะไม่มีอันตรายใดๆก็ตาม นอกจากสร้างให้เกิดความสับสนและให้มีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บของเขามากขึ้นเท่านั้น แต่หากมีผู้ประสงค์ร้ายบางคนใช้เทคนิคเดียวกันนี้สร้างเว็บโดยฝังโค้ดหรือโปรแกรมอันตรายไว้ ผู้ใช้ที่ไม่ระวังตัวก็อาจจะตกเป็นเหยื่อโดนหลอกให้ดาวน์โหลด หรือในขณะเดียวกันอาจจะโดนหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลผ่านหน้าเว็บไซต์หลอกลวงก็เป็นได้ ดังนั้นจะต้องใช้ความระมัดระวังชื่อของเว็บไซต์ให้มาก เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
บ่นเรื่องไวรัสบนแมคและแนะนำโปรแกรมป้องกัน
อย่างที่ผมเคยเล่าในตอน "พบม้าโทรจันบนแมคโอเอส (Trojan:BASH/QHost.WB)" เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่ามีม้าโทรจันถูกเขียนเพื่อคุกคามระบบปฏิบัติการแมคโอเอส และในบทความนั้นผมได้บ่นว่าถ้าเราไปที่ร้าน iStudio คนขายจะโฆษณาว่าใช้แมคแล้วไม่ต้องกังวลเรื่องไวรัส ผมเองก็เคยถูกคนขายโฆษณาเช่นนี้เหมือนกัน แต่วันนั้นผมได้กระซิบบอกพนักงานว่าที่จริงแล้วมันมีไวรัสแล้วนะ แต่มีไม่เยอะเท่าวินโดวส์ เนื่องจากแมคโอเอส (Mac OS X) มีรากฐานมาจากยูนิกส์ (Unix) ดังนั้นเลยไม่ค่อยมีไวรัส ไม่ใช่ไม่มีเลย เดี๋ยวมีคนติดไวรัสมาแล้วจะมาฟ้องสคบ.นะ (ผมก็แซวคนขายไปเรื่อย) หลังจากที่เริ่มมีโทรจันบนแมคออกมา พวกไวรัส หนอน สปายแวร์ และม้าโทรจันก็เริ่มทะยอยถูกส่งมาอวดโฉมให้ผู้ใช้แมคได้เสียวสันหลังเล่น ไม่ว่าจะเป็นถูกส่งมาในรูปแบบของโปรแกรมอัพเดตต่างๆ ที่เห็นตัวอย่างบ่อยๆเลย ก็คงจะเป็นหลอกว่าถ้าอยากดูวีดีโอนี้ก็ต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับช่วยดูวิดีโอ เช่น แฟลชเพลเยอร์ (Flash Player) หรือมาในรูปแบบของ ActiveX สำหรับแมค (ซึ่งทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า ActiveX มันเป็นของวินโดวส์) หรือแม้กระทั่งหลอกว่าเป็นโปรแกรม MacMovie สำหรับชมภาพยนต์เองก็ตาม ลองดูตามวีดีโอที่ผมแนบมาให้นะครับ
เห็นอย่างนี้แล้วยังจะเชื่อหรือไม่ครับว่าแมคโอเอสไม่มีไวรัส แล้วไวรัสแต่ละตัวที่เกิดขึ้นนั้นก็ยากต่อการสังเกต ดังนั้นทางที่ดีควรจะหาโปรแกรมป้องกันไวรัสแบบฟรีๆมาติดตั้งในเครื่องบ้างดีกว่า ผมจึงทำการค้นคว้าว่าจะมีโปรแกรมป้องกันไวรัสตัวไหนไหมที่จะให้ใช้ฟรีๆคู่กับเครื่องที่แสนแพง (อย่าให้ซื้ออีกเลย เพราะแค่นี้ก็ผ่อนกันหัวโตแล้ว) ซึงเท่าที่ผมดูนะครับ ส่วนใหญ่จะให้ใช้แค่ 30 วันเท่านั้น จนมาเจอของ Sophos ที่เขาให้ใช้ฟรีเลยครับ วิธีการติดตั้งก็ง่าย มีอัพเดตเยอะด้วยครับ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ http://www.sophos.com/freemacav วิธีการติดตั้งก็เหมือนการติดตั้งโปรแกรมทั่วไปบนแมคโอเอสเลยครับ
Wednesday, September 28, 2011
สาวยาคูลท์ ความเสี่ยงชั้นสูงขององค์กร
เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสไปฟังสัมนา (นานๆทีจะได้เป็นผู้ฟัง) ในงาน "การประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ (ร่าง)หลักเกณฑ์การประเมินระดับผลกระทบของธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์" ที่จัดโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และคณะอนุกรรมการความมั่นคงปลอดภัย มีเซสชั่นตอนเช้าที่ดร.ยรรยง เต็งอำนวย อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เป็นอ.ที่ปรึกษาของผมตอนเรียนป.โทด้วย) ท่านได้พูดถึงเรื่องหนึ่งซึ่งมันใกล้ตัวเรามาก และผมจึงอยากจะหยิบยกเรื่องราวของอ.ที่บรรยายในงานนี้มาเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้อ่านทุกท่าน อ.ยรรยงได้กล่าวถึงจุดอ่อนของระบบ ระบบในองค์กรเรามีมากมาย เราจำเป็นจะต้องป้องกันทุกจุด หากมีจุดใดจุดหนึ่งรั่วก็จะส่งผลเสียหายต่อองค์กรได้เลย เหมือนกับโซ่ที่ใช้ล่ามช้าง หรือไดโนเสาร์ (มุขของอ.ที่เล่นในงาน) หากมีข้อใดข้อหนึ่งอ่อนหรือเชื่อมกันไม่สนิท ดังรูปที่ 1 ก็อาจจะทำให้โซ่ขาดได้เมื่อช้างหรือไดโนเสาร์ดึง ดังนั้นองค์กรของเราก็เช่นกัน ต่อให้องค์กรสั่งซื้อโปรแกรมป้องกันไวรัส 3,000 ชุด ซื้อไฟร์วอลล์ตัวละ3ล้าน แต่คนในองค์กรยังใช้รหัสผ่านห่วยๆ (เดาง่าย เช่น 1234 password หรือ qwerty เป็นต้น) เหล่าแฮกเกอร์หรือผู้ร้ายก็สามารถสร้างความเสียหายให้แก่องค์กรของเราได้
อีกตัวอย่างก็เรื่องของการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาในองค์กรของเราได้โดยไม่มีการตรวจสอบอย่างดี อ.ยรรยงก็ได้ยกตัวอย่างของบุคคลที่สามารถเข้าออกทุกห้องในองค์กรของเราได้โดยที่รปภ.ไม่ยืนยันตัวตนเลย นั่นก็คือ สาวยาคูลท์ นั่นเอง สาวยาคูลท์เป็นบุคคลที่สามารถเข้าออกตึกและสำนักงานที่ไม่ได้มีระบบป้องกันที่รอบคอบ เพราะหน้าที่ของเธอคือการส่งยาคูลท์ให้ถึงมือลูกค้าที่อาจจะเป็น ผอ.ฝ่าย หัวหน้างาน ที่มีห้องทำงานส่วนตัว หรือแม้กระทั่งพนักงานทั่วไปเองก็ตาม
หลายๆคนคงสงสัยใช่มั้ยครับว่าแล้วยังไง ทำไมคนส่งยาคูลท์ถึงเป็นความเสี่ยงชั้นสูง ก็เนื่องด้วยทุกคนไว้วางใจสาวยาคูลท์ที่มาส่งยาคูลท์และเก็บเงินเรา ด้วยชุดแต่งกายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และต้องมีกระเป๋าใส่ขวดยาคูลท์มาด้วย แต่ลองมองให้ลึกกว่านี้นะครับ ลองคิดดูว่าถ้าหากมีโจรปลอมตัวเป็นสาวยาคูลท์หรือโจรจ้างสาวยาคูลท์ให้แสร้งทำทีว่าเอายาคูลท์มาส่งให้ผอ.ฝ่ายของเราในองค์กร แล้วเข้าไปในห้องผอ.ฝ่ายได้โดยที่องค์กรของเราไม่ทำการตรวจสอบว่าคนๆนี้เป็นพนักงานของบริษัทยาคูลท์จริงๆหรือไม่ หรือไม่ตรวจสอบว่าเขาเป็นใคร มีเจตนาไม่ดีหรือไม่ ถ้าหากโจรในคราบสาวยาคูลท์คนนี้เข้าไปในห้องของผอ.ได้แล้ว เขาก็อาจจะหาทางขโมยเอกสาร ข้อมูลลับ หรือสื่อบันทึกข้อมูล เช่น ไดร์ฟ USB หรือแม้กระทั่งแผ่นซีดีและดีวีดี เป็นต้น เอาของใส่กระเป๋ายาคูลท์ (ดังรูปที่ 3) แล้วเดินออกจากตึกไปได้อย่างสบายใจ เพราะรปภ.เองของหลายๆหน่วยงานไม่ได้ตรวจสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋านั้นเอง หรือนอกจากนี้ก็อาจจะไม่ได้มาขโมยเป็นสิ่งของ แต่เป็นข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการแอบอ่านจดหมายและเอกสารที่ทิ้งไว้บนโต๊ะ อีเมล์หรือหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้ หรือการแอบดักฟังการสนทนาของเรากับผู้อื่นอีกด้วย
อย่างไรก็ตามหลายๆองค์กรที่มีความตระหนักในเรื่องนี้ ก็ได้มีมาตรการป้องกันโดยการเอนุญาตให้สาวยาคูลท์ฝากไว้ที่รปภ.เท่านั้น แล้วให้พนักงานที่สั่งซื้อลงมาเอาไปเอง ผมคิดว่าเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและง่ายที่สุด อีกทั้งสาวยาคูลท์คงจะดีใจที่ไม่ต้องเดินไปหาตามห้องให้เหนื่อยและเสียเวลาอีกด้วย
นอกจากนี้อีกความเสี่ยงที่ผมคิดมาตลอดเลยว่าถ้าผมอยากจะขโมยของหรือข้อมูลความลับ ผมจะขอปลอมตัวเองเป็นแม่บ้าน (เนื่องจากผมเป็นผู้ชายอ้วนๆคนนึง เป็นแม่บ้านคงดูน่ากลัวมาก ขอเป็นช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมอาคาร ฯลฯ) แล้วผมจะเข้าไปตรวจระบบไฟฟ้าในห้องต่างๆ เดินเข้าเดินออกห้องนั้นห้องนี้ และก็ทำสิ่งเดียวกับที่ตัวอย่างสาวยาคูลท์ทำ นั่นคือการขโมยของ ขโมยข้อมูลต่างๆในองค์กร หรือนอกจากนี้จะเข้าต่อสายดักฟังโทรศัพท์ของผู้บริหาร หรือแม้กระทั่งแอบต่อ Access Point ทิ้งไว้หลังตู้ในห้องผู้บริหาร ทำให้ผมสามารถเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กเข้าสู่องค์กรได้จากข้างนอกตึกได้อีกด้วย
ฝากไว้นะครับ ลองหันมามองในองค์กรเราดูบ้างนะครับว่ามีความเสี่ยงเหล่านี้บ้างหรือไม่ ลองๆช่วยกันป้องกันนะครับ หรือเสนอแนะได้ในเฟซบุคด้านบนนะครับ
Monday, September 26, 2011
มาตรวจสุขภาพของ HTTPS อย่างง่ายๆ
HTTPS นิยมนำมาใช้กับเว็บที่ให้บริการซื้อขายหรือทำธุรกรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของธนาคาร สถาบันการเงิน หรือแม้กระทั้งร้านค้าออนไลน์ต่างๆ เนื่องจากไม่ใช้วิธีการเข้ารหัสข้อมูลของลูกค้าแล้ว จะทำให้ลูกค้าไม่เชื่อถือ รู้สึกถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และอาจจะส่งผลให้ลูกค้าไม่กล้าที่จะทำธุรกรรมต่างๆในเว็บของเราได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมแฮกเกอร์จึงพยายามโจมตี HTTPS
ถ้าหากส่งข้อมูลด้วย HTTP ธรรมดา แล้วลองดักจับแพ็กเก็ตที่ถูกส่งออกจากเว็บเบราเซอร์ของเราแล้วจะพบว่าข้อมูลที่ถูกส่งนั้นจะเป็นตัวอักษรที่ไม่ได้เข้ารหัสไว้ (Plain Text) ซึ่งหากเรากรอกข้อมูลส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นรหัสบัตรเครดิต รหัสผ่านต่างๆ ก็จะทำให้แฮกเกอร์สามารถอ่านข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าหากส่งข้อมูลด้วย HTTPS จะเป็นการเข้ารหัสข้อมูลก่อนที่จะส่งออกจากหน้าเว็บเบราเซอร์ ทำให้ถึงแฮกเกอร์มาดักข้อมูลของเราไป ก็ยังเปิดไม่ได้อยู่ดี อย่างไรก็ตามก็ต้องขึ้นอยู่ระดับการปรับแต่งค่าต่างๆของเซิร์ฟเวอร์ให้มีความปลอดภัยด้วย ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะมาแนะนำเว็บไซต์สำหรับตรวจสอบความแข็งแรงของโปรโตคอล HTTPS ที่ใช้อยู่ในเว็บไซต์ของเราด้วย เพื่อไม่ให้ลูกค้าของเราตกเป็นเหยื่อ และเว็บไซต์ของเราจะได้มีระดับความปลอดภัยสูงขึ้น ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือของเรา และลูกค้าของเราเพิ่มขึ้นอีกด้วย
เว็บไซต์ https://www.ssllabs.com/ssldb/index.html ของ Qualys SSL Labs ให้บริการตรวจสอบหาจุดอ่อนของ HTTPS ของเว็บต่างๆโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และวิธีการตรวจสอบก็ทำได้อย่างง่าย เพียงกรอกชื่อเว็บไซต์ที่ต้องการจะตรวจสอบ จากนั้นก็กดปุ่ม "Submit" เพื่อยืนยันการตรวจสอบ ดังรูปที่ 1 แล้วก็นั่งรอผลไม่เกิน 5 นาที
จากนั้นหากเว็บไซต์ดังกล่าวมีเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่อง โปรแกรมดังกล่าวจะแจ้งรายการเซิร์ฟเวอร์ออกมา เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกเซิร์ฟเวอร์ที่เราต้องการจะดูได้ จากในรูปที่ 2 ผู้เขียนได้ลองให้ตรวจ SSL ของเว็บ Facebook.com จะเห็นว่าจะมีรายละเอียดของเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องด้วยกัน ทำให้เราสามารถเห็นภาพรวมของเซิร์ฟเวอร์ที่เราดูแลต่างๆ ว่ามีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ดังบ้างอาจจะเป็นจุดอ่อนของระบบ เพื่อให้ผู้ดูแลต้องทำการตรวจสอบเพิ่ม และปรับปรุงระบบด้วยต่อไป และที่สำคัญคือสามารถดูผลการประเมินว่าเว็บเซิร์ฟเวอร์ของเรานั้นมี HTTPS ที่ปลอดภัยอยู่ในระดับใด
Thursday, September 22, 2011
อยู่อย่างปลอดภัยด้วยซอฟต์แวร์เสรี
Wednesday, September 14, 2011
ไขปริศนา อีเมล์ลับส่วนตัวบนเฟซบุค
วันนี้ผมจะมาเล่าถึงความสามารถอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในการโพสท์ข้อความหรือรูปบนเฟซบุคที่ผมเชื่อว่าพวกเราอาจจะไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเฟซบุคอนุญาตให้ทำอย่างนี้ได้ วิธีการโพสท์ข้อความหรือรูปบนเฟซบุคนั้นสามารถทำได้ด้วยกันหลากหลายวิธี เช่นโพสท์ผ่านทางเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน แต่มีอีกวิธีหนึ่งคือการส่งเมล์เพื่อทำการโพสท์ข้อความหรือรูปได้ หลายคนคงสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่าทำได้อย่างไร และความน่ากลัวของการใช้งานนี้อยู่ที่ไหน ในบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการใช้งาน ภัยที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
ทำความรู้จักกับอีเมล์ลับส่วนตัวบนเฟซบุค
เฟซบุคได้สร้างอีเมล์ลับส่วนตัวให้แก่ผู้ใช้งานทุกคน (ทางเฟซบุคเรียกว่า อีเมล์อัพโหลดส่วนบุคคล) ซึ่งอีเมล์นี้เราจะไม่สามารถใช้รับส่งเมล์เหมือนปกติได้ แต่อีเมล์นี้จะถูกนำมาใช้ในการโพสท์ข้อความหรือภาพถ่ายต่างๆ ซึ่งสามารถดูได้จากเว็บ http://www.facebook.com/mobile/ โดยที่ผู้ใช้จะต้องล็อกอิน (Log in) บัญชีเฟซบุคก่อน แล้วจะพบหัวข้อที่ว่า "อัพโหลดผ่านอีเมล์" ภายใต้หัวข้อนี้เองจะปรากฏอีเมล์ลับส่วนตัวของเรา ซึ่งจากรูปที่ 1 อีเมล์ลับส่วนตัวคือ mario586pretty@m.facebook.com
จากนั้นเราลองส่งอีเมล์ไปยังอีเมล์ดังกล่าวด้วยหัวเรื่องว่า "Test upload via email" ดังรูปที่ 2 ส่วนข้อความนั้นถ้าหากเราแนบไฟล์รูปไปด้วยก็จะเป็นการอัพโหลดรูปไปบนหน้าวอลล์ของเราบนเฟซบุค ซึ่งผลการส่งอีเมล์นั้นจะปรากฏข้อความหัวเรื่องที่เราส่งอีเมล์ ดังรูปที่ 3
- ห้ามเปิดเผยอีเมล์ลับส่วนตัวโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม
- ล็อกหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว เมื่อต้องลุกจากหน้าจอไป เพื่อป้องกันคนอื่นแอบเปิดดูข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
- หากมีคนมาขอยืมเครื่องคอมพิวเตอร์หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน จะต้องยืนยันก่อนว่าผู้ยืมนั้นเป็นใคร เชื่อถือได้หรือไม่ และหากจำเป็นจะต้องให้ยืม ก็ต้องล็อกเอ้าท์ออกจากเฟซบุคทุกครั้ง
- เปลี่ยนอีเมล์ลับส่วนตัวบ่อยๆ โดยการเข้าเว็บ http://www.facebook.com/mobile แล้วเลือก "ค้นหาเพิ่มเติม" (จากรูปที่ 1) จากนั้นปรากฏหน้าคำเตือนเรื่องของอีเมล์ลับส่วนตัวนี้ ดังรูปที่ 4 ให้เลือก "เปลี่ยนอีเมล์สำหรับอัพโหลดใหม่" ที่บรรทัดสุดท้าย จากนั้นจะปรากฏไดอะล็อกยืนยันการแก้ไขอีเมล์อัพโหลดส่วนบุคคล ดังรูปที่ 5 ให้กดปุ่ม "Reset" เท่านี้ก็จะปรากฏอีเมล์ลับส่วนตัวใหม่ที่หน้าแรก

Friday, September 09, 2011
แจ้งเตือน การล่อลวงล้วงอีเมล์ลับบนเฟซบุค
จากนั้นหากเหยื่อหลงเชื่อและต้องการที่ได้รับเสื้อดังกล่าวจะต้องทำการยืนยันว่าเป็นผู้ใช้งานเฟซบุคจริงๆ โดยการกดปุ่ม Click Here แล้วจะปรากฏหน้าดังรูปที่ 2 เพื่อบอกให้เหยื่อปฏิบัติตามเพื่อเป็นการลงทะเบียนรับเสื้อ
แน่นอนครับว่าเหยื่อก็ยังคงหวังที่จะได้เสื้อยืดฟรี แถมยังมีแบบสำรวจให้เหยื่อกรอกเพิ่มอีกด้วย ดังรูปที่ 3
สุดท้ายจนแล้วจนเล่า เหยื่อก็ไม่มีวันที่จะได้รับเสื้อยืดอย่างแน่นอน แต่ทราบกันหรือไม่ครับว่าข้อมูลอีเมล์ที่เราสูญเสียไปนั่นทำให้เหล่าแฮกเกอร์สามารถมาโพสท์ข้อความบนหน้าเฟซบุคของเราได้โดยไม่ต้องทำการเข้าสู่ระบบก่อน ดังนั้นอีเมล์นี้จึงมีสำคัญอย่างมาก หากเราสูญเสียให้คนอื่นไปแล้วก็อาจจะทำให้เกิดความเสียตามมาได้อีกด้วย
ทีนี้หลายๆคนคงสงสัยว่าอีเมล์ที่ปรากฏอยู่เว็บของ Facebook Mobile มีความสำคัญอย่างไร และอีกอย่างนั่นก็ไม่ใช่อีเมล์ของเราด้วย แล้วแฮกเกอร์ต้องการไปทำอะไร ต่อจากนี้ผมจะทดสอบและเฉลยให้ฟังในบทความถัดไปนะครับ
อ้างอิง
http://nakedsecurity.sophos.com/2011/09/08/facebook-birthday-t-shirt-scam-steals-secret-mobile-email-addresses/
ถุงยางอนามัยป้องกันไดร์ฟ USB
ฮาร์ดแวร์ที่ว่านี้คือถุงยางอนามัยป้องกันไดร์ฟ USB แนวคิดของผู้พัฒนานั้นก็คงล้อเลียนถุงยางอนามัยทั่วไปที่ใช้ป้องกันเชื้อไวรัส HIV และมีช่องต่อไดร์ฟ USB อีกด้วย เท่าที่ผมทำการค้นหาดูแล้วผมไปเจอภาพตัวอย่างของสินค้านี้มาให้ได้ชมกันดังนี้ โดยประกอบไปด้วย 2 ยี่ห้อ
- ยี่ห้อนี้ออกแบบโดย Eugene Filatov
- ออกแบบโดย Ko Yang
อ้างอิง
http://www.yankodesign.com/2009/01/07/condom-protects-you-from-viruses/
http://design-fetish.blogspot.com/2011/03/condom-usb-flash-drive.html
Tuesday, August 30, 2011
แจ้งเตือน! ช่องโหว่ใหม่ของ Apache (ยังไม่มี patch)
หายหน้าหายตาไปอีกแล้ว เนื่องด้วยผมติดภารกิจต้องสอนเรื่องการรักษาความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ดังนั้นผมจึงไม่มีเวลามาเขียนบทความเลยครับ ตอนนี้ผมนั่งรอที่ขอนแก่นเพื่อที่จะขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพคืนนี้ ดังนั้นก็เลยอยากจะมาประกาศแจ้งเตือนช่องโหว่ใหม่ของ Apache
Apache เป็นซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการเว็บที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าเซิร์ฟเวอร์นี้จะถูกติตตั้งด้วยระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ยูนิกซ์ หรือแม้กระทั่งวินโดวส์เองก็ตาม ก็ล้วนแต่นิยมติดตั้ง Apache เพื่อให้บริการเว็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบปฏิบัติการลีนุกซ์และยูนิกซ์จะมี Apache เป็นซอฟต์แวร์พื้นฐานสำหรับการเปิดให้บริการเว็บเซิร์ฟเวอร์ด้วย ซึ่งจากข้อมูลจาก Netcraft รายงานว่าเดือนสิงหาคม 2554 มีเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งาน Apache สูงถึง 65% [1]
รายละเอียดช่องโหว่
ชื่อ Range header DoS vulnerability Apache HTTPD 1.3/2.x
หมายเลขอ้างอิง CVE-2011-3192
ระบบที่มีผลกระทบ Apache เวอร์ชั่น 1.3 และ 2 (ทุกเวอร์ชั่นย่อย)
ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกค้นพบนี้อาจส่งผลให้เว็บเซิร์ฟเวอร์ถูกโจมตีด้วยวิธีปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service)จากระยะไกล ซึ่งเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้ง Apache HTTPD และไม่ได้ปรับแต่งเพิ่มเติม (ดีฟอลต์ - default)ก็อาจจะถูกโจมตีผ่านทางช่องโหว่นี้ ซึ่งโปรแกรมสำหรับโจมตีหรือที่เรียกว่า Exploit นั้นถูกประกาศกันอย่างแพร่หลายในอินเทอร์เน็ต (และผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะเผยแพร่เครื่องมือโจมตีนี้ ดังนั้นจะขอปิดแหล่งข้อมูลเครื่องมือดังกล่าว) เครื่องมือโจมตีนี้จะส่งคำร้องการขอเข้าเว็บไซต์โดยส่งเป็นเฮดเดอร์ที่เป็นร้องขอดาวน์โหลดข้อมูลเว็บไซต์โดยการแบ่งเป็นข้อมูลย่อยที่มีส่วนทับซ้อนกันเป็นจำนวนมหาศาล (Range header Overlapping) ส่งผลให้หน่วยความจำและซีพียูถูกใช้หมดอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าไม่สามารถให้บริการเว็บไซต์ต่อไปได้ หากศึกษาจากเครื่องมือโจมตีพบว่าเครื่องมือนี้จะทำการดาวน์โหลดข้อมูลเว็บไซต์ขนาด 1,300 ไบต์ โดยการแบ่งข้อมูลเป็นข้อมูลย่อยขนาด 5 ไบต์ และทำการร้องขอในลักษณะดังรูปที่ 1
และอีกความน่ากลัวก็คือว่า ณ ขณะเวลานี้ ทางผู้พัฒนายังไม่สามารถส่งโปรแกรมที่อุดช่องโหว่นี้ให้ผู้ใช้งานได้อัพเดต
หลังจากที่ได้รับข้อมูลดังกล่าว ผู้เขียนได้ทดสอบโจมตีเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่จำลองขึ้นมา พบว่ามีล็อกแจ้งเตือนว่าหน่วยความจำถูกใช้หมดโดยโปรเซสที่ชื่อ Apache ดังรูปที่ 2 และลองทดสอบการเข้าเว็บไซต์ของเว็บเซิร์ฟเวอร์นี้พบว่า ไม่สามารถให้บริการต่อไปได้
หน่วยความจำถูกใช้หมดโดย Apache หลังจากถูกโจมตี
วิธีการแก้ไข
เนื่องด้วยทางผู้พัฒนาเองยังไม่สามารถประกาศโปรแกรมอุดช่องโหว่ หรือ patch ได้ และอยู่ในระหว่างการพัฒนา ดังนั้นเราจึงต้องทำการปรับแต่งค่าของ Apache ดังนี้
ใช้ SetEnvIf หรือ mod_rewrite เพื่อตรวจจับหา range ที่มีปริมาณมาก หากพบก็จะสามารถเลือกให้ยกเลิก Range: header หรือยกเลิกการร้องขอเลยก็ได้
ทางเลือกที่ 1: (สำหรับ Apache เวอร์ชั่น 2.0 และ 2.2)
# ยกเลิก Range header ถ้ามีมากกว่า 5 range (การร้องขอที่แบ่งเป็นข้อมูลย่อย)
# CVE-2011-3192
SetEnvIf Range (,.*?){5,} bad-range=1
RequestHeader unset Range env=bad-range
# เพื่อเก็บล็อก
CustomLog logs/range-CVE-2011-3192.log common env=bad-range
ทางเลือกที่ 2: (สำหรับ Apache เวอร์ชั่น 1.3)
# ยกเลิกการร้องขอ เมื่อมีการร้องขอเกิน 5 range ใน Range: header.
# CVE-2011-3192
RewriteEngine on
RewriteCond %{HTTP:range} !(^bytes=[^,]+(,[^,]+){0,4}$|^$)
RewriteRule .* - [F]
นอกจากนี้ยังมีวิธีการแก้ด้วยวิธีอื่นอีก สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ข้อมูลอ้างอิง [2-4]
- http://news.netcraft.com/archives/2011/08/05/august-2011-web-server-survey-3.html
- http://mail-archives.apache.org/mod_mbox/httpd-announce/201108.mbox/%3C20110824161640.122D387DD@minotaur.apache.org%3E
- https://www.hkcert.org/my_url/en/alert/11082901
- http://www.kb.cert.org/vuls/id/405811
- http://nakedsecurity.sophos.com/2011/08/26/apache-exploit-leaves-up-to-65-of-all-websites-vulnerable/
Friday, August 26, 2011
ใช้กล้องตรวจจับความร้อนขโมยรหัสบัตรเอทีเอ็ม
ช่วงนี้ผมกำลังให้ความสนใจกับการโจมตีอุปกรณ์ต่างๆ (ที่ไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์อย่างที่เราคุ้นเคยกัน) แล้วผมจะค่อยๆทะยอยเล่าให้ฟังเรื่อยๆนะครับ วันนี้เป็นตอนแรกผมเลยอยากจะขอเปิดด้วยเรื่องราวของการใช้กล้องตรวจจับความร้อนขโมยรหัสบัตรเอทีเอ็ม
หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าเหล่าแฮกเกอร์ทำได้อย่างไร ด้วยเหตุที่ทั้งกล้องตรวจจับความร้อนและตู้เอทีเอ็มไม่น่าจะมีความสัมพันธ์ใดๆเลย แต่เหตุไฉนเหล่าแฮกเกอร์จึงใช้ในการขโมยข้อมูลของเราได้
ในงานสัมนาชื่อ USENIX Security Symposium นักวิจัยชื่อ Keaton Mowery, Sarah Meiklejohn และ Stefan Savage จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (the University of California) ที่ซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้นำเสนอผลงานวิชาการในเรื่อง "Heat of the Moment: Characterizing the Efficacy of Thermal Camera-Based Attacks."
หากศึกษาจากงานวิจัยนี้จะพบว่าเขาใช้กล้องตรวจจับความร้อนรุ่น A320 FLIR ถ่ายไว้ที่ปุ่มกดที่ตู้เอทีเอ็ม ด้วยความร้อนจากมือเรากดลงไป ทำให้หลังจากกดแล้วยังพอมีความร้อนหลงเหลืออยู่และสามารถทำให้เรารู้ได้ว่ารหัสบัตรเอทีเอ็มคือเลขใด โดยในการทดลองนี้เขาได้ทดลองกับปุ่มทั้งแบบพลาสติกและโลหะดังรูป
ในการทดลองนี้ใช้อาสาสมัครจำนวน 21 คน และใช้รหัสบัตรเอทีเอ็มที่สุ่มมาจำนวน 27 หมายเลข และตัวเลขเหล่านั้นก็มีบางค่าที่เป็นตัวเลขซ้ำด้วย (เช่น 2227 หรือ 0510 เป็นต้น) ที่ทดลองกดปุ่มทั้งแบบที่เป็นพลาสติกและโลหะ ซึ่งผลการวิจัยนี้พบว่าสามารถเห็นร่องรอยความร้อนที่ปรากฎอยู่บนปุ่มกดพลาสติกและวิเคราะห์ปุ่มที่ถูกกดได้แม่นยำถึง 80% ในระยะเวลา 10 วินาทีหลังจากกดปุ่ม จากรูปที่ 3 นี้จะพบว่าปุ่มหมายเลข 1 4 5 และ 8 มีการถูกกด ซึ่งหมายเลขจริงที่กดนั้นคือ 1485 นับได้ว่ามีความใกล้เคียงและสามารถเดาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หากไม่ใช้วิธีนี้จำเป็นจะต้องเดารหัสบัตรตั้งแต่ 0000-9999 (จำนวน 10,000 ครั้ง)
รูปที่ 3 แสดงภาพความร้อนที่หลงเหลือหลังจากกดปุ่มในตู้เอทีเอ็ม
รูปที่ 4 แสดงภาพปุ่มที่ถูกกดหลังผ่านไป 90 วินาที จะเห็นว่าเห็นปุ่ม 1 4 และ 5 ถูกกด





























